ไลฟ์สไตล์

ชี้ปี 53 โอกาสทองธุรกิจอาหารเกษตร

ชี้ปี 53 โอกาสทองธุรกิจอาหารเกษตร

21 ม.ค. 2553

ผู้บริหารซีพีเอฟชี้ ปี 2553 เป็นโอกาสทองของธุรกิจอาหารเกษตร และสินค้าที่จะส่งออก ตั้งเป้าส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารเกษตร และสินค้าการเกษตรเป็นอันดับหนึ่ง คาดจะขยายตัว 3-5% เนื่องจากหลายประเทศกำลังประสบกับปัญหาภัยธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดจากภาวะโลกร้อน

 นายวีรชัย รัตนบานชื่น รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ในปี 2553 ถือเป็นโอกาสทองของธุรกิจอาหารเกษตร และสินค้าที่จะส่งออก โดยเฉพาะของซีพีเอฟจะมีการส่งออกอันหนึ่งคือ ผลิตภัณฑ์อาหารเกษตร และสินค้าการเกษตร เช่น มันสำปะหลัง อ้อย และที่สำคัญคือข้าว จะมีราคาสูงขึ้น เนื่องจากหลายประเทศกำลังประสบกับปัญหาภัยธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดจากภาวะโลกร้อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร จึงทำให้พืชไร่มีราคาแพงขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อเกษตรกร และผู้ผลิตอาหารและสินค้าการเกษตร เพราะถ้าพืชไร่มีราคาแพง เกษตรกรก็จะมีกำลังซื้อสูง ซึ่งก็จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้โตเร็วยิ่งขึ้น

 อย่างไรก็ตาม ปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า การผลิตประชากรสัตว์เริ่มอิ่มตัว ดังนั้นในปีนี้ซีพีเอฟจึงจะหันมาเน้นการแปรรูปอาหารจากเนื้อสัตว์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าให้มากยิ่งขึ้น โดยจำหน่ายภายใต้แบรนด์ซีพี คาดการณ์ว่าธุรกิจอาหารสัตว์ของซีพีเอฟในปี 2553 จะมียอดขายที่ทรงตัวหรือเติบโตไม่มากนักอยู่ที่ประมาณ 3-5%

 "ปีนี้ถือเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของโรงงานอาหารสัตว์บางนา กม.21 อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ของบริษัท กรุงเทพผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานในเครือซีพีเอฟ ได้รับรางวัลทอง (Golden Award) จากการประกวดไทยแลนด์ 5 ส.อวอร์ด (Thailand 5S Award) จากสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ สสท. ซึ่งเป็นองค์กรและเวทีแข่งขันเดียวในประเทศไทย ที่สามารถออกใบรับรองให้แก่องค์การต่างๆ ในการดำเนินกิจกรรม 5 ส. เพื่อรับรองการมุ่งสร้างหน่วยงานให้เกิดความปลอดภัย มีมาตรฐานถูกสุขลักษณะ ประหยัดทรัพยากร รวมถึงสามารถพัฒนาขึ้นสู่ระดับสากล" นายวีรชัย กล่าว

 ด้าน บุญเสริม เจริญวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า กิจกรรม 5 ส. เป็นกิจกรรมที่มุ่งสร้างหน่วยงานให้เกิดความปลอดภัย มีมาตรฐาน ถูกสุขลักษณะก่อให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อการทำงาน ส่งผลให้เกิดความน่าเชื่อถือจากลูกค้าด้านคุณภาพ ตลอดจนมีประสิทธิภาพและยอดการผลิตสินค้าที่เพิ่มขึ้นจาก 4 หมื่นตันต่อเดือน เป็น 5.2 หมื่นตันต่อเดือน และสามารถวัดได้ 3 ด้านด้วยกัน 1.องค์กรและลูกค้า ได้เพิ่มผลผลิต คุณภาพ ลดต้นทุน ส่งมอบทันเวลา 2.พนักงานได้รับความปลอดภัย มีขวัญกำลังใจที่ดี 3.ชุมชนได้รับสิ่งแวดล้อมที่ดี มีสังคมที่น่าอยู่ อีกทั้งยังเป็นการประหยัดทรัพยากร ลดปัญหามลภาวะและความสูญเปล่าของกระบวนการทำงาน ก่อให้เกิดการพัฒนาขึ้นสู่ระดับสากลด้วย