ไลฟ์สไตล์

ความดันโลหิตสูงฆาตกรเงียบ!คุกคามชีวิตชนิดเรื้อรัง

ความดันโลหิตสูงฆาตกรเงียบ!คุกคามชีวิตชนิดเรื้อรัง

19 ม.ค. 2553

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงและหัวใจขาดเลือดนั้นพบว่า ระหว่างพ.ศ. 2541-2545 คนไทยมีอัตราตายด้วยโรคความดันโลหิตสูง 3.3-5.1 ต่อประชากรแสนคน อัตราตายด้วยโรคหัวใจขาดเลือด 3.6-14.4 ต่อประชากรแสนคน จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็น "โรคเรื้

 นพ.ชาติ วานิชสวัสดิ์ อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่า จากการสำรวจสภาวะสุขภาพคนไทยโดยกระทรวงสาธารณสุขในการตรวจร่างกายปี 2547 พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีความดันโลหิตสูงผิดปกติ (เกิน 140-90 มม.ปรอทขึ้นไป) เกือบ 11 ล้านคน หรือร้อยละ 22 ของประชากรทั้งประเทศ แบ่งเป็นในผู้ชายพบร้อยละ 23 และหญิงพบร้อยละ 21 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2540 กว่าหนึ่งเท่าตัว ในจำนวนนี้เกือบ 6 ล้านคน ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคความดันโลหิตสูง ส่วนในกลุ่มที่รู้ตัวมีผู้ป่วยร้อยละ 30 ที่เข้ารับการรักษาและเรียนรู้การปฏิบัติตัว แต่ก็มีเพียงร้อยละ 16 เท่านั้นที่ควบคุมได้ อีกทั้งระดับอัตราเสี่ยงซึ่งสูงขึ้นตามช่วงวัยแล้วปัจจัยอื่นๆ ก็สำคัญเช่น กรรมพันธุ์ น้ำหนัก การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การขาดการออกกำลังกาย การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง

  “ความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เป็นไปตามสภาพความเสื่อมโทรมของร่างกายตามอายุ แต่ด้วยวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วในปัจจุบัน ทำให้ภาวะความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในผู้ป่วยอายุน้อยลงและไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นเฉพาะแต่ในผู้สูงอายุอีกต่อไป อีกทั้งโรคความดันโลหิตสูง ยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคแทรกซ้อนอีกหลายชนิด เช่น หลอดเลือดตีบตามอวัยวะต่างๆ อัมพาต และโรคหัวใจ”

 ความดันโลหิต เป็นแรงดันเลือดที่เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย แบ่งเป็นค่าความดันตัวบน (แรงดันเลือดขณะหัวใจห้องซ้ายล่างบีบตัว) และความดันตัวล่าง (แรงดันเลือดขณะหัวใจห้องซ้ายล่างคลายตัว) ค่าแรงดันที่ถือเป็นมาตรฐานปกติจะอยู่ที่ 130/80 มม.ปรอท หากสูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าวถือเป็นภาวะความดันโลหิตสูง ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะความดันโลหิตสูงระดับอ่อนหรือปานกลางจะไม่พบอาการผิดปกติ แต่แรงดันนั้นจะค่อยๆ ทำร้ายหลอดเลือดตามอวัยวะต่างๆ ไปทีละน้อย อย่างช้าๆ จนเป็นผลให้เกิดอาการแทรกซ้อนเช่น หัวใจล้มเหลว หัวใจขาดเลือด หรืออัมพฤกษ์ อัมพาตได้ จึงมีการขนานนามโรคร้ายนี้ว่า "ฆาตกรเงียบ"

 การรักษามีอยู่ 2 วิธี วิธีแรกเป็นการรักษาโดยไม่ใช้ยา คือ การปรับพฤติกรรม ลด ละ เลิก ของผู้ป่วย ต่อปัจจัยเสี่ยงซึ่งจะส่งผลให้ความดันเพิ่มขึ้นโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน หลีกเลี่ยงอารมณ์เครียด หยุดสูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายพอประมาณและสม่ำเสมอ ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์ อีกวิธีหนึ่งคือการรักษาด้วยยาซึ่งมีหลายกลุ่ม แพทย์สามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย รวมทั้งไม่ละเลยการตรวจวัดความดันโลหิตและจดบันทึกวันเวลาและค่าวัดทุกๆ ครั้ง

 นพ.ชาติ แนะนำวิธีดูแลสุขภาพเพื่อรักษาความดันโลหิตให้ปกติได้โดย 1.ควบคุมอาหาร รักษาระดับน้ำหนักตัวให้คงที่ หรือลดน้ำหนักในกลุ่มผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก สามารถช่วยลดความดันโลหิตและช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยหลักการรับประทานเพื่อสุขภาพ คือ หลีกเลี่ยงหรือลดการใช้เนย ไขมัน และน้ำมันในการประกอบอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารทอด ควรรับประทานอาหารที่เกิดจากการอบ นึ่ง หรือต้มแทน รับประทานประเภทผัก ถั่ว ผลไม้ให้มากขึ้น 2.เลี่ยงอาหารรสเค็มจัด การรับประทานเกลือมากจะทำให้ความดันโลหิตสูงและไตทำงานหนักกว่าปกติ หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม เนื้อเค็ม ซุปกระป๋อง ซอสมะเขือเทศ และอาหารจำพวกที่โรยเกลือมากๆ ใช้เครื่องเทศแทนเกลือและผงชูรส

 3.หลีกเลี่ยงอารมณ์เครียด พยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เกิดความเครียดทั้งจากที่ทำงานและที่บ้าน 4.หยุดสูบบุหรี่ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปอด อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือดและความดันโลหิตสูง  ทั้งยังทำลายและส่งเสริมการหดตัวของหลอดเลือดอีกด้วย 5.ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด การดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุของความดันโลหิตและไขมันในเลือดสูง หากหลีกเลี่ยงการดื่มไม่ได้ ควรลดปริมาณลงให้อยู่เพียงการดื่มสุรา ที่ 60 ลบ.ซม. เบียร์ 720 ลบ.ซม. และไวน์ 240 ลบ.ซม. 

 6.ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ และพอประมาณในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง เช่น การเดินวันละ 20-30 นาที จะช่วยลดน้ำหนัก และทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ทั้งยังป้องกันโรคหลอดเลือดได้สำหรับในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ทั้งนี้ การออกกำลังกายควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อน และ 7.ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงควรกินยาสม่ำเสมอตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด และตรวจวัดความดันโลหิตสม่ำเสมอ