
ราชภัฎ-เทคโนโลยีราชมงคลติวเข้มใช้หลักพอเพียง
สภาราชภัฎ- เทคโนโลยีราชมงคล เสริมเขี้ยวเล็บสมาชิกหวังพัฒนาการศึกษาไทยโดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 19 มกราคม 2553 ที่ห้องจามจุรี โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน นายธีรยุทธ เอี่ยมตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการสภาคณาจารย์และข้าราชการ มหาวิทยาลัยราชภัฎและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เรื่อง แนวทางการพัฒนาใหม่ของอุดมศึกษาไทย...โดยหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทางสภาคณาจารย์และข้าราชการมหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ตจัดขึ้น โดยมีตัวแทนคณาจารย์และข้าราชการจากมหาวิทยาลัยราชภัฎและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีจากทั่วประแทศเข้าร่วมจำนวนประมาณ 160 คน ซึ่งนอกจากการสัมมนาทางวิชาการแล้ว ยังจัดให้มีการสัมมนาสัญจรทางทะเล ที่จ.กระบี่ และสัมมนาสัญจร ที่ประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่วันที่ 19-22 มกราคมนี้ด้วย
ผศ.ปวารณา อัจฉริยบุตร ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต กล่าวว่า การจัดสัมมนาทางวิชาการดังกล่าว เพื่อหาแนวทางการพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฎและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลให้อยู่รอดกับแนวทางการพัฒนาใหม่เมื่อมีการจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาโดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ให้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการและประสบการณ์ระหว่างกัน รวมทั้งเพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนา การบริหารจัดการในกิจการด้านต่างๆ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของบุคลากรภายในองค์กร ตลอดจนเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาใหม่ของอุดมศึกษาไทย โดยหลักเศรษฐกิจพอเพียง และนำไปใช้ในการพัฒนามหาวิทยาลัยในอนาคตอันใกล้ด้วย
สำหรับสภาคณาจารย์และข้าราชการ มหาวิทยาลัยราชภัฎทั้ง 40 แห่งทั่วประเทศ เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 23 ของพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2547 และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 22 ของพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2548 โดยสภาคณาจารย์และข้าราชการของมหาวิทยาลัยทั้งสองต่างมีหน้าที่และภารกิจที่สอดคล้องกัน ตามพระราชบัญญัติใน 4 ประการ คือ ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะในกิจการของมหาวิทยาลัย และการพัฒนามหาวิทยาลัยต่ออธิกาบดีหรือสภามหาวิทยาลัย แสวงหาแนวทางร่วมกัน เพื่อส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของคณาจารย์และข้าราชการในการปฎิบัติหน้าที่ ตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ พิทักษ์ผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัย และปฎิบัติหน้าที่ตามอธิการบดีหรือสภามหาวิทยาลัยมอบหมาย รวมถึงเรียกประชุมคณาจารย์และข้าราชการ เพื่อพิจารณากิจกรรมของมหาวิทยาลัย และนำเสนอความคิดเห็นต่อสภามหาวิทยาลัย
อย่างไรก็ตาม ดร.พิศิษฐ์ วรอุไร กรรมการที่ปรึกษาโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต กล่าวตอยหนึ่งของการบรรยายพิเศษ เรื่อง แนวทางการพัฒนาใหม่ของอุดมศึกษาไทย..โดยเศรษฐกิจพอเพียง ว่า จากวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะมีผลกระทบมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่มุมมองของบุคคลนั้นๆ ว่าจะสามารถรับมือได้หรือไม่ เพราะหากมองให้เป็นวิกฤตทุกอย่างก็จะวิกฤตหมด แต่ขึ้นอยู่กับว่าในการแก้วิกฤตนั้นจะมีการนำสติปัญญามาใช้หรือไม่
ในส่วนของการพัฒนาก็เช่นเดียวกันหากสามารถที่จะนำปัจจัยต่างๆ ที่ไม่เคยใช้แล้วมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ก็ย่อมที่ก่อให้เกิดผลดีได้ ภายใต้กรอบแนวคิดของความเป็นไทย และการดึงเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริมาปรับใช้ แต่อาจจะไม่ได้เท่าเทียมกันทุกคน ขึ้นอยู่กับการปรับตัวและวิธีการปรับใช้ที่เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตของบุคคลหรือองค์กรนั้นๆ โดยเฉพาะในส่วนของมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นแหล่งรวมและก่อเกิดวิทยากรต่างๆ มากมาย ดังนั้นผู้ที่กลับออกไปย่อมมีสิ่งที่จะติดตัวออกไปด้วย คือ วิทยาการ ส่วนจะมากน้อยเพียงใดก็ย่อมขึ้นอยู่กับความเอาใจใส่ในการขวนขวายจัดเรียงและรวบรวมสาระต่างๆ นั้น เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ของบุคคลหรือองค์กรนั้น ๆ



