
ชาวสวนเฮยางราคาพุ่งลุ้นกก.110บ.ทำสถิติใหม่
เกษตรกรชาวสวนเฮยางราคาพุ่งลุ้นแตะกิโลกรัมละ 110 บาท ผงาดสร้างสถิติใหม่หลังสัญญาณเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มฟื้นตัว ด้านผอ.สำนักงานตลาดกลางยางฯหาดใหญ่ชี้ 3ปัจจัยพื้นฐานเอื้อทำราคายางปรับตัวสูง
วันนี้ (19ม.ค.) นายสมจิตต์ ศิขรินมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ จ.สงขลา เปิดเผยว่า ขณะนี้การประมูลซื้อขายยางในตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งหลังจากซบเซามาระยะหนึ่ง ล่าสุดราคาประมูลที่ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ยางแผ่นดิบอยู่ที่กิโลกรัมละ 93.99 บาท ยางแผ่นรมควันกิโลกรัมละ 99.62 บาท และน้ำยางสดกิโลกรัมละ 94 บาท ซึ่งราคาส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อราคายางในระดับพื้นที่อย่างน้อย 3 ปัจจัยพบว่ามีทิศทางบวกทั้งหมด เช่นปัจจัยแรก คือ ภาพรวมเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศจีนที่เห็นผลชัดเจนทำให้มีการออเดอร์ยางเพิ่มขึ้น ส่วนปัจจัยที่ 2 คือภาวะธรรมชาติที่มีความผันผวนทางฤดูกาลซึ่งเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน ทำให้ช่วงที่ผ่านมาฝนตกหนักผลผลิตยางจึงมีน้อย กระทั่งช่วงปลายธ.ค.-ม.ค.ฝนหยุดตกทำให้กรีดยางได้มากขึ้น
และปัจจัยสุดท้าย คือ ผลพวงของความต้องการจากจีนทำให้ผู้ค้าในประเทศมีการแข่งขันซื้อสูง ประกอบกับใกล้ช่วงเทศกาลตรุษจีนซึ่งในจีนจะหยุดยาวหลายวันทำให้ช่วงนี้ต้องเร่งซื้อและเร่งขายก่อนวันหยุด เนื่องจากหากพ้นตรุษจีนจะเข้าสู่หน้าแล้งยางจะเริ่มผลัดใบและให้ผลผลิตน้ำยางจะน้อยลง
"ได้มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าไตรมาสแรกปี 53 ราคายางมีแนวโน้มและทิศทางที่ดีมาก เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทุกตัวเอื้อต่อราคายางให้อยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูงหรือประมาณกิโลกรัมละ 90 บาททุกประเภท ส่วนราคาจะพุ่งทยานสู่กิโลกรัมละ100 บาทหรือไม่ต้องวิเคราะห์จากปัจจัยอื่นๆ โดยเฉพาะสิ่งที่ต้องระวังคือปัจจัยภายนอกเกี่ยวกับความผันผวนของเงินอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงราคาน้ำมันที่ไม่เสถียรภาพ และการเก็งกำไรของนักลงทุนด้วย"นายสมจิตต์ กล่าว
นายเพิก เลิศวังพงษ์ ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ปริมาณยางในส่วนของอีสานและภาคตะวันออกเริ่มหมดแล้ว เหลือเฉพาะผลผลิตที่ภาคใต้อยู่ระหว่างการซื้อขายทำให้ปริมาณยางในตลาดเหลือน้อยและไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับแรงซื้อในตลาดยังคงสูงเช่นเดียวกันเนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มฟื้นตัว
"เกษตรกรส่วนใหญ่มั่นใจว่าอีก1-2 สัปดาห์นี้ราคายางจะพุ่งสูงกิโลกรัมละ 100 บาทแน่นอน แต่ที่คาดหวังไว้ คือ อยากให้ราคาพุ่งไปแตะที่กิโลกรัมละ108-110 บาทซึ่งมีแนวโน้มเป็นไปได้และจะกลายเป็นสถิติใหม่ หลังจากที่เมื่อปี 47 ได้ทำสถิติยางราคากิโลกรัมละ 106 บาทมาแล้ว" นายเพิก กล่าว
เกษตรกรชาวสวนยางยะลานำยางพาราออกขาย
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 มกราคม 2553 ที่ตลาดกลางยางพาราจังหวัดยะลา ถ.สุขยางค์(แยกมาลายูบางกอก) อ.เมือง จ.ยะลา บรรดาเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่จังหวัดยะลา ทยอยเดินทางนำยางพารามาจำหน่ายให้กับทางตลาดกลางจังหวัดยะลา กันอย่างคึกคัก หลังจากที่ราคายางในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้นเป็น 95- 97 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่เร่งกรีดยาง เพื่อนำออกมาจำหน่ายกันเป็นจำนวนมาก
นายศักดิ์โสภณ อังสกุล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัดยะลา เปิดเผยว่า ราคายางพาราในช่วงนี้ของตลาดยะลามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการยางพาราในตลาดมีมาก รวมทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และความต้องการในต่างประเทศยังมีมาก รวมทั้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนที่ยางพาราจะผลัดใบ จะทำให้ไม่มียาง อีกทั้งราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ราคายางพารามีผลพลอยได้ที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน สำหรับราคายางพาราในวันนี้ก็ตกประมาณกิโลกรัมละ 95 บาท
“ราคายางพาราที่ตลาดกลางยะลา ปกติก็จะสูงกว่าราคาท้องถิ่นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ก็หมายความว่าหากราคาท้องถิ่น กก.ละ 50 บาท ที่ตลาดกลางราคายาง ก็จะเป็น 55 บาท ต่อ 1 กก. โดยจำนวนยางพาราที่เกษตรกรสวนยางนำมาจำหน่ายให้กับทางตลาดกลางยางพาราแห่งนี้ ประมาณวันละ 10 ถึง 15 ตัน ในช่วงปกติ แต่ที่ผ่านมาอาจจะมีมากถึง 30 ตันต่อวันก็เคยมี แต่โดยเฉลี่ยแล้วก็ประมาณวันละ 10-15 ตัน ” นายศักดิ์โสภณ กล่าว
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัดยะลา ยังกล่าวอีกว่า สำหรับตลาดกลางยางพาราจังหวัดยะลา ก็จะเป็นสถานที่หนึ่งที่รับซื้อยางพาราจากเกษตรกร ที่เป็นตัวเลือกให้เกษตรกรในพื้นที่ ที่จะนำมาขายให้ทางตลาดกลาง หรือขายให้กับพ่อค้าในท้องถิ่นของตัวเอง ซึ่งสถานการณ์ราคาในช่วงนี้ก็มีความเป็นไปได้ที่จะแตะ 100 บาทต่อกิโลกรัม เพราะว่าในวันนี้เราจะเห็นว่าประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก รวมทั้งเกาหลี และอินเดีย เพราะฉะนั้นเมื่อเศรษฐกิจของโลกเริ่มฟื้นตัว ประชาชกลับมาใช้รถกันมากขึ้น ก็จะส่งผลให้ราคายางสูงขึ้นเนื่องจากยางพาราเป็นองค์ประกอบหลักกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมของรถยนต์



