
เกษตรฯเร่งสร้างศูนย์ข้าวชุมชน7พันแห่ง
เกษตรฯ เร่งสร้างศูนย์ข้าวชุมชุน 7 พันแห่งภายในระยะ 5 ปี ยกระดับการผลิต ปรับปรุงคุณภาพข้าว พร้อมรองรับการแข่งขันอาฟตา ด้านพาณิชย์ไฟเขียวขายข้าวในสต็อกรัฐ 3.75 แสนตัน เปิดยื่นซอง 21 ม.ค.นี้
นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งดำเนินการชี้แจงเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะสินค้าข้าว ซึ่งมีเกษตรกรผู้ผลิตถึง 3.7 ล้านครัวเรือน ให้ได้รับทราบหลักเกณฑ์ แนวทางการช่วยเหลือของกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
นอกจากนี้ยังวางมาตรการสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนาไทยและระบบข้าวภายในประเทศ จะมีการจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชน โดยมีเป้าหมายทั้งประเทศ 7,000 ศูนย์ ภายใน 5 ปี ขณะนี้จัดตั้งแล้ว 4,000 ศูนย์ เพื่อเป็นการยกระดับผลผลิตข้าวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้สูงขึ้น รวมทั้งลดต้นทุนการผลิตข้าวให้แก่เกษตรกรสามารถแข่งขันได้
"โครงการศูนย์ข้าวชุมชนมีประโยชน์ต่อเกษตรกรมาก หากได้รับพันธุ์ดีการผลิตจะดีตามไปด้วย แต่ได้รับงบประมาณน้อยและขาดเครื่องมือในการดำเนินงาน เมล็ดพันธุ์ไม่เพียงพอที่จะนำไปปลูก บางจังหวัดมีความพร้อมแต่ไม่ได้อยู่ในแผน" นายธีระ กล่าว
ส่วนสถานภาพกองทุนซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณตั้งแต่ปี 2549-2552 รวมเป็นเงิน 540 ล้านบาท ขณะนี้กองทุนอนุมัติเงินให้การสนับสนุนสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าไปแล้ว 7 รายสินค้า ได้แก่ โคเนื้อ โคนม สุกร กระเทียม ปาล์มน้ำมัน ชาและกาแฟจำนวน 12 โครงการ รวมวงเงิน 346.64 ล้านบาท ปัจจุบันมีเงินเหลือทั้งสิ้น 273 ล้านบาท
นายวิจักร วิเศษน้อย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้อนุมัติการระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาลจำนวน 3.75 แสนตัน เพื่อการส่งออก โดยเป็นข้าวขาว 5% ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2551 นาปี ปี 2551/2552 และนาปรัง ปี 2552 จำนวน 3 แสนตัน และเป็นข้าวเหนียว 10% ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2551/2552 จำนวน 7.5 หมื่นตัน เพื่อผ่อนคลายความตึงตัวของตลาดข้าวในประเทศและตอบสนองความต้องการข้าวของตลาดต่างประเทศ
อีกทั้งยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาข้าวในสต็อก โดยกำหนดให้ผู้สนใจยื่นซองประมูลได้ในวันที่ 21 มกราคมนี้ พร้อมเปิดซองเสนอราคาในวันเดียวกัน และจะมีการต่อรองราคาในวันที่ 22 มกราคมนี้ เพื่อให้ภาครัฐได้ประโยชน์สูงสุด



