
สมองเสื่อม...ความผิดปกติที่รักษาได้
เมื่อพูดถึงโรค สมองเสื่อม มักคิดถึงโรคอัลไซเมอร์ก่อนเป็นสิ่งแรก
ทั้งที่ในความจริงแล้ว สมองเสื่อม คือ ภาวะหนึ่งของสมองซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ และที่สำคัญ ใช่ว่าภาวะนี้จะเกิดกับผู้สูงอายุเท่านั้น ในผู้ที่มีอายุน้อย วัยรุ่นหนุ่มฉกรรจ์ ก็อาจเกิดภาวะสมองเสื่อมได้เช่นกัน โดยอาจมีสาเหตุมาจากโรคพันธุกรรม โรคการติดเชื้อของสมอง สารพิษ โรคหลอดเลือดสมอง หรือแม้กระทั่งอุบัติเหตุ เป็นต้น
ภาวะสมองเสื่อม โดยทั่วไปคนไข้มักจะเข้าใจว่า ภาวะสมองเสื่อมคือการมีความจำแย่ลง แต่จริงๆ แล้วยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง พฤติกรรม การรับรู้-การเรียนสิ่งใหม่ๆ เสื่อมถอย นอกจากนี้ บางคนอาจมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ อันเนื่องมาจากการทำงานของสมองที่เสื่อมลง เช่น ในโรคพาร์คินสันซึ่ง คือ ภาวะสมองเสื่อมอย่างหนึ่ง คนไข้อาจจะมือสั่น เดินซอยเท้า การทรงตัวไม่ดี แต่โดยทั่วไปแล้ว อัลไซเมอร์เป็นโรคที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด คือ เกือบครึ่งหนึ่งของคนไข้ที่มีภาวะสมองเสื่อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไข้ที่อายุเกิน 65 ปี ภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ยังอาจเกิดจากโรคของหลอดเลือดสมอง ทั้งหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก
การรักษาภาวะสมองเสื่อม
มีทั้งโรคที่สามารถรักษาได้ผลดี และรักษาได้บางส่วน แต่สามารถทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งสามารถรักษาได้หากมาพบแพทย์ทันท่วงที และได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ไม่ใช่มองแต่ว่า ภาวะสมองเสื่อมคืออัลไซเมอร์และรักษาไม่หายขาด
ก่อนจะถึงขั้นตอนของการรักษา จะต้องทราบถึงสาเหตุเสียก่อน ดังนั้น ขั้นตอนในการวินิจฉัยโรคจึงมีความสำคัญมาก ต้องตรวจว่า คนไข้มีภาวะสมองเสื่อมจริงหรือไม่ เพราะยังมีภาวะสมองเสื่อมเทียม (Pseudodementia) ที่อาจเกิดจากโรคซึมเศร้า คนไข้จะมีอาการวิตกกังวล ไม่มีสมาธิที่จะจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดีเหมือนคนปกติ อาการเช่นนี้ ทำให้ดูเหมือนมีภาวะสมองเสื่อมได้เช่นกัน แต่กลุ่มที่มีภาวะสมองเสื่อมเทียมจากอาการซึมเศร้า คนไข้จะแสดงอาการไม่นานก็มักมาพบแพทย์ แต่หากเป็นอัลไซเมอร์ จะใช้เวลาเป็นเดือนในการที่จะแสดงอาการให้ชัดเจนขึ้น
เมื่อตรวจพบว่า คนไข้มีภาวะสมองเสื่อมจริง แพทย์จะตรวจร่างกายเพื่อแยกโรคต่างๆ ซึ่งรวมการตรวจเลือด การตรวจสมองด้วยการทำ CT Scan หรือการตรวจ MRI ตรวจคลื่นสมอง EEG เป็นต้น เมื่อทราบสาเหตุแล้วก็รักษาที่ต้นเหตุ แต่การรักษาจะได้ผลดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพของโรค ตัวอย่างเช่น การติดเชื้อในสมอง คนที่มีอาการ 1 วัน สมองย่อมจะไม่ถูกทำลายมากเท่ากับคนที่มีอาการมาแล้ว 4-5 วัน เมื่อได้รับการรักษา สมองย่อมฟื้นตัวได้ดีกว่า ยิ่งมาพบแพทย์เร็ว ได้รับการรักษาเร็ว สมองก็แทบจะไม่มีผลเสียหายตามมา”
จะป้องกันตนเองจากภาวะสมองเสื่อม
วิธีง่ายๆ ในการดูแลตนเอง คือ การพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาจจะวิ่งเหยาะๆ วันละ 30 นาที ให้ได้มากกว่า 4 ครั้งต่อสัปดาห์ ดูแลตัวเองไม่ให้มีปัจจัยเสี่ยง ไม่ให้มีเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง ควรงดดื่มสุรา งดสูบบุหรี่ และเมื่อเกิดอาการผิดปกติใดๆ อย่าซื้อยารับประทานเอง เพราะยาหลายชนิดจะทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม เมื่อรับประทานเป็นระยะเวลานานๆ หรือยาบางชนิดก็ทำให้เกิดอาการมือสั่นหรือแข็งเกร็งคล้ายพาร์คินสันได้
ที่สำคัญคือ ทั้งตัวเราเองและบุคคลรอบข้าง ควรสังเกตซึ่งกันและกัน คือ ถ้ามีบุคลิกเปลี่ยนแปลง สับสน ความจำเสื่อมลง พฤติกรรมเปลี่ยนไป ยิ่งถ้ามีไข้ร่วมด้วย ยิ่งต้องรีบพามาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาต่อไป
ศูนย์สมองและระบบประสาทกรุงเทพ
โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร.1719



