ไลฟ์สไตล์

จ่าเฉย “เกียร์ว่าง”(1)

จ่าเฉย “เกียร์ว่าง”(1)

18 ม.ค. 2553

ก่อนเที่ยง ที่ตลาดศูนย์การค้ารามอินทรา กำลังคึกคักไปด้วยลูกค้า ฉันกำลังเอาสำลีซับเลือดตามหัวไหล่ ข้อศอก แขน และมือ เมื่อ 10 นาทีก่อน ฉันยังเดินอย่างปลอดภัย และสบายดี

นาทีชีวิตเกิดขึ้นหลังจากลงจากรถ และเดินตรงไปธนาคาร เพียงระยะทาง 100 เมตร ฉันบอกตัวเองทันทีว่า นับจากนี้ ข่าวลัก จี้ ชิง ปล้น จะต้องสำคัญ
 แถวนี้ร้านอร่อยราคาประหยัดหลายเจ้า พนักงานออฟฟิศเดินเลือกร้านอาหารมื้อกลางวัน ฉันลงรถหลบแดดร้อนเปรี้ยงด้วยการเดินเลาะไปตามหน้าร้านค้า เลี้ยวผ่านช่องว่างระหว่างตึกแถว ทางเดินนี้เชื่อมถนนรามอินทราและตลาด กว้างพอที่รถเก๋งจะใช้เป็นทางลัดได้ แต่ด้วยความที่ผู้คนใช้เดินเข้าออก จึงเป็นทางคนเดิน มากกว่าเป็นทางรถ อีกไม่ถึง 10 เมตร ฉันจะถึงถนนแล้ว ลานซักล้างของตึกแถวห้องริม มีแม่บ้านกำลังซักผ้าถูพื้น
 ทันใดนั้น ฉันรู้สึกถึงแรงดึงกระเป๋าสะพายที่ไหล่ซ้าย ในเสี้ยววินาทีนั้น คนร้ายขี่มอเตอร์ไซค์ใช้มือขวากำสายกระเป๋าของฉันแล้วกระชาก ฉันยื้อกระเป๋ากลับ แต่คนร้ายเร่งเครื่องรถหนี แรงกระชากทำให้ฉันล้มคว่ำ และถูกลากไปตามแรงรถ
 สติยังดีพอที่จะรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีดึงกระเป๋าเข้ามากอดสุดแรงเกิด คนร้ายเสียจังหวะ แล้วเร่งเครื่องรถหนีไป ฉันรีบลุกขึ้นและมองตาม จดจำรูปพรรณคนร้ายให้ได้ทุกอย่าง แต่ยังเสียขวัญ จับต้นชนปลายไม่ถูก มึนงงไปหมด ทำให้มองป้ายทะเบียนรถไม่ทัน แต่จำรูปร่างคนร้ายพอได้ว่า ท้วมหนา จำสีรถและหมวกกันน็อกได้ติดตา
 ผู้คนแถวนั้นวิ่งมาดู บางคนถือไม้กอล์ฟวิ่งออกมาด้วย กะจะช่วยฟาดคนร้ายให้ล้มคว่ำ แม่บ้านที่ซักม็อบถูพื้นวิ่งมาช่วยพยุงฉันและปัดรอยเปื้อนที่ล้มไปเมื่อกี้ เจ๊ที่ขายของแถวนั้นหลายคนช่วยปลอบให้หายตกใจ
 น้องผู้ชายคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์ ถามว่า คันไหนพี่ จะขี่รถตามให้ รถที่ติดไฟแดงมองฉันด้วยสายตาเหมือนไม่แน่ใจว่า จะช่วยอะไรได้ ใครต่อใครระดมคำถามใส่ฉันมากมาย   
 “มันได้อะไรไปบ้างล่ะ”
 “เดินอีท่าไหนถึงโดน”
 “โอ้ย แถวนี้ โดนกันบ่อย”   
 “จับไม่ได้หรอก อย่าไปแจ้งตำรวจให้เสียเวลา”
 ฉันได้ยินแต่เสียงที่ถามตัวเองในใจว่า “เราไม่ยอมให้มันลอยนวลไปทำกับใครอีกแน่”
ศุนันทวดี อุทาโย