
เล่นหูเล่นตา-ตำหนิ
เพชรทุกเม็ดย่อมมีตำหนิ
นั่นคือตำหนิที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ถึงแม้การเจียระไนเพชรให้เกิดเหลี่ยมมุมในการสะท้อนแสงจะช่วยกลบเกลื่อนมันได้ แต่เราก็ไม่อาจมองข้ามตำหนิที่มีอยู่ในเพชรเม็ดนั้นไปได้อย่างแท้จริง...
การคัดเลือกและขัดเกลาความสามารถในตัวบุคคลก็เช่นกัน สิ่งแรกที่ต้องให้ความสำคัญคือ “ตำหนิ” หรือ ข้อผิดพลาดที่มีอยู่ในคนคนนั้น เพื่อที่ว่าจะได้แก้ไข ปรับปรุง หรือ ขจัดสิ่งนั้นออกไปให้เหลือน้อยที่สุด และส่วนที่ยากที่สุดคือ การทำให้คนคนนั้นยอมรับว่ามีข้อผิดพลาดหรือตำหนิอยู่ในตัว
“ความจริงมันเจ็บปวดและยากที่จะยอมรับ”
ฉันเกิดมาจากความไม่สมบูรณ์แบบ และ ตำหนิมากมายที่มีอยู่ในตัวทั้งที่มองเห็นภายนอกอย่างชัดเจนและที่ซ่อนอยู่ข้างในจนไม่สังเกตเห็น พัฒนาการของฉันมันเกิดจากการยอมรับในตำหนิที่มีอยู่อย่างค่อยเป็นค่อยไป แก้ไขไปทีละส่วนอย่างเข้าใจและมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งฉันยอมรับมันได้มากแค่ไหน ฉันก็จะมองเห็นตำหนินั้นชัดเจนมากยิ่งขึ้น บางครั้งตำหนิก็กลายเป็นข้อดี ... การเป็นคนไม่สมบูรณ์แบบ มันดีตรงที่มันทำให้ฉันไม่ได้เป็นคนมั่นใจในตัวเองจนเกินเหตุ
“ร้องเพลงหมาไม่แ_ก !!”
คือคำวิจารณ์ซึ่งหน้าในวันแรกที่ฉันเริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางการเป็นนักร้อง
“สงสัยอาแปะที่พูดไม่อยากตายตามธรรมชาติ”
ฉันแอบด่าในใจ ก็ทำไมต้องพูดทำร้ายน้ำใจกันขนาดนั้นด้วยล่ะ? ถ้าวันนั้นฉันไม่ใส่ใจกับคำคำนั้น ฉันคงมาไม่ถึงจุดที่ฉันยืนตอนนี้ ถ้าอาแปะคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ ฉันคงต้องกลับไปตอบแทนบุญคุณแกที่ทำให้ฉันมองเห็นตำหนิและนำไปพัฒนาแก้ไข จากจุดนั้นฉันผ่านการถูกด่า ถูกตำหนิ จากรายวัน เป็นรายเดือน เป็นรายปี ทุกวันนี้ก็นานๆ ที ยิ่งถูกด่าน้อยลงก็แสดงว่ามีพัฒนาการมากขึ้น ... ฉันว่านะ!
“จงยอมรับคำตำหนิอย่างอ่อนน้อม”
คำขวัญประจำใจเมื่อใดที่ได้ยินใครตำหนิ เมื่อเราอ่อนน้อม อัตตาหรือความเป็นตัวของตัวเองจะถูกลดความสำคัญลง การยอมรับจะเข้ามาสู่ความคิดได้ง่ายกว่าที่เราจะลุกขึ้นต่อต้านอย่างแข็งกร้าว นั่นคือเวลาที่ฉันเป็นผู้ฟัง แต่เมื่อใดที่ฉันต้องกลายมาเป็นผู้พูด ต้องตำหนิติเตียนเพื่อชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดก่อนจะแนะแนวทางในการแก้ไขให้ ฉันก็จะไม่กลัวที่จะพูดความจริง การติเพื่อก่อยังคงเป็นหลักในการวิพากษ์วิจารณ์ของฉันอยู่ ถึงแม้ผลที่ตามมาจะก่อให้เกิดความไม่พอใจของใครหลายคนก็ตาม...
ความจริงที่เจ็บปวด เมื่อเรารับมือกับมันได้ เมื่อนั้นเราจะมีภูมิต้านทานจนเกิดเป็นความแข็งแกร่ง เป็นคนเต็มคนที่อยู่สบายในทุกสภาวะ เมื่อเราพ้นอกพ่อแม่ เมื่อเราต้องออกจากบ้าน เมื่อเราอยู่โดดเดี่ยวอย่างไร้พวกพ้อง เมื่อเราต้องอยู่ท่ามกลางอุปสรรคและปรปักษ์ เราจะไม่กลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับโลกแห่งความจริง ตราบเท่าที่เรารู้จักข้อเสียของตัวเองและรู้จักข้อดีของคนอื่น ... ฉันคิดของฉันแบบนั้น!
อาชีพที่ฉันรักที่สุด คือ การเป็นนักร้อง ได้สร้างความสุขให้ผู้คนผ่านเสียงเพลง อาชีพที่ฉันเกลียดที่สุดคือ การเป็นกรรมการ ที่ต้องตัดสินความฝันของใครๆ และที่เกลียดรองลงมาก็คือ “การเป็นคอมเมนเตเตอร์” ที่ต้องคอยจับผิด จับถูก ทั้งชื่นชม และตำหนิ ผู้เข้าแข่งขันต่อหน้าสาธารณชน มันคือเป้านิ่งกลางแจ้งชัดๆ
เมื่อฉันเริ่มตำหนิ ฉันก็ต้องสำนึกว่า มีคนเริ่มตำหนิฉันอยู่ทางบ้านอีกมากมาย หรือแม้แต่ฉันจะชม ก็อาจจะมีคนไม่เห็นด้วยอีกไม่น้อยเช่นกัน แต่เมื่อไหร่ที่ฉันรับทำงานใดๆ ฉันก็จะทำอย่างเต็มที่ ละทิ้งความกลัวต่างๆ ไว้ข้างหลัง ไม่มีใครทำอะไรได้ถูกใจคนทุกคน แต่อย่างน้อยฉันก็ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง (บางคนเรียกว่าความแรง) ซึ่งบางครั้งจริงเกินกว่าจะยอมรับได้ แต่ก็ยังดีกว่าทำตามมารยาท ไม่จริงจังจะได้ไม่ต้องถูกใครด่าลับหลัง แล้วปล่อยมันผ่านไปอย่างไม่รู้สึกอะไร นั่นเท่ากับเป็นการไม่รับผิดชอบต่อความเป็นไปของคนที่อยู่ตรงหน้า ถ้าเป็นอย่างนั้นอนาคตของวงการเพลงคงถึงยุคตกต่ำ ยุคที่คนมองกันเฉพาะด้านดี ทั้งๆ ที่มีข้อเสีย คงไม่ต่างอะไรไปกว่า
คนตาบอดนำทางคนตาบอด
มันน่าสมเพชตรงที่ว่า ไม่ได้ตาบอดจริง แต่ตาบอดเพราะมองไม่เห็นความจริงต่างหาก
เจนนิเฟอร์ คิ้ม



