
ระดมทุนวิจัย-เพิ่มอุทยานวิทย์ปั้นนักวิจัย-นักวิทยาศาสร์รุ่นใหม่
"ปัจจุบันนักวิจัยของญี่ปุ่นมี 4 แสนคน เกาหลี 2-3 แสนคน ขณะที่ไทยมี 2-3 หมื่นคน ประเทศเหล่านี้ก็มีความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากกว่าไทยเยอะ การที่ไทยจะพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าได้ ก็จะต้องสร้างนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยเพิ่มขึ
ที่เปรียบเสมือนต้นน้ำบ่มเพาะเด็กๆ ให้มีความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเติบใหญ่ไปเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย ส่วนอนาคตเด็กจะไปเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยที่มีความรู้ความสามารถมากน้อยแค่ไหนนั้นอยู่ที่ปลายน้ำคือ สถาบันอุดมศึกษาต่างๆ" ดร.ธงชัย ชิวปรีชา อดีต ผอ.และที่ปรึกษาโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ บอกถึงเป้าหมายของโรงเรียน
ดร.ธงชัย บอกอีกว่า โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์เปิดรับนักเรียน ม.ต้น เข้ามาเรียนโดยวิธีการสอบคัดเลือกปีละ 240 คน ช่วง 2-3 ปีนี้ โดยเฉลี่ยหลังจากเรียนจบแล้วเด็กจะไปเรียนต่อด้านแพทย์ 30% วิศวะ 30% วิทยาศาสตร์ 18-20% ที่เหลืออีก 20% เรียนต่อด้านอื่นๆ เช่น ทันตแพทย์ เภสัช สถาปัตย์ ประมง สัตวบาล นิติศาสตร์ ฯลฯ
แม้จะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่โรงเรียนมุ่งหวังให้เด็กจบไปแล้วเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ 25% ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ เพราะการที่เด็กจะเลือกเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งการมีงานทำ ค่านิยมของพ่อแม่และสังคม จนถึงเดี๋ยวนี้พ่อแม่ก็ยังมีค่านิยมให้ลูกเรียนหมอ วิศวะมากกว่าเรียนด้านวิทยาศาสตร์ เพราะมองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงและรายได้ดี แต่ลูกเรียนวิทยาศาสตร์แล้วไม่รู้ว่าจบแล้วจะไปทำอะไร ทั้งที่ปัจจุบันอาชีพนักวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าอาชีพอื่นๆ มีรายได้จำนวนมากจากการทำวิจัย กระทั่งมากกว่าเงินเดือน 2-3 เท่า
"โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์เป็นโรงเรียนประจำ ผม ผู้บริหารและครูมีเวลาอยู่กับเด็กเยอะ พวกเราจะช่วยกันบอกลูกศิษย์เสมอว่า โรงเรียนแห่งนี้ได้รับงบประมาณมากที่สุด มีสถานที่ ครู อุปกรณ์การเรียนการสอนที่พรั่งพร้อม แต่ประเทศยังขาดแคลนนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก เมื่อเรียนจบแล้วขอให้นำความรู้ไปช่วยพัฒนาชาติ แม้เด็กเลือกเรียนวิทยาศาสตร์แค่ 20% ก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว เพราะเมื่อพวกเขาไปเรียนต่อด้านแพทย์ วิศวะ เกษตร สถาปัตย์ และเรียนไปถึงขั้นปริญญาโท เอก ก็จะรู้จักนำความรู้ไปทำวิจัยเพื่อสร้างความรู้ใหม่ๆ ในวิชาชีพ เช่น การเป็นคุณหมอนักวิจัย นักวิชาการเกษตรที่รู้จักทำวิจัยพัฒนาพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ต่างๆ จะทำให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยก้าวหน้ามากขึ้น"
ดร.ธงชัย เชื่อมั่นว่า การพัฒนาเด็กไทยให้รักชอบวิทยาศาสตร์และเติบโตเป็นนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพนั้น หัวใจสำคัญอยู่ที่การมี "ครูผู้สอนที่มีคุณภาพ" ซึ่งต้องเป็นครูที่รักชอบและเรียนจบตรงกับสาขาวิชาที่สอน เช่น สอนคณิตศาสตร์ก็ควรเป็นครูที่ชอบวิชาคณิตศาสตร์และเรียนจบสาขาคณิตศาสตร์โดยตรง ไม่ใช่ให้ครูจบสาขาสังคมศึกษาไปสอนคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะระดับชั้น ป.1-ป.3 เป็นช่วงชั้นที่ครูมีบทบาทสำคัญมากในการจุดประกายให้เด็กรักชอบเรียนวิทยาศาสตร์ ที่สำคัญรัฐบาลต้องสร้าง "อุทยานวิทยาศาสตร์" ให้ครอบคลุมทุกอำเภอใน 76 จังหวัด เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กๆ
ขณะเดียวกันรัฐบาลจะต้อง "จัดสรรทุนการศึกษา" เพื่อสนับสนุนให้อาจารย์ระดับอุดมศึกษาที่สอนสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เรียนต่อระดับปริญญาเอกให้มากที่สุด เพราะบางประเทศอาจารย์มหาวิทยาลัยจบปริญญาเอกถึง 95% และ "เพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยของประเทศ" ซึ่งปัจจุบันแหล่งทุนวิจัยมาจากภาคเอกชน 60-70% ส่วนที่เหลืออีก 30-40% ของรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลและเอกชนต้องเพิ่มงบประมาณวิจัยให้แก่ประเทศคู่ขนานกัน โดยในส่วนของรัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยให้ได้ถึง 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และเอกชนก็ควรมีการกำหนดให้เอกชนจัดสรรเงินที่ได้จากผลกำไร 10-20% มาเป็นงบวิจัยเพื่อสร้างความรู้ใหม่ๆ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น โดยได้รับการยกเว้นภาษี
"เวลานี้ญี่ปุ่นจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์และงานวิจัยในสัดส่วน 300 ชิ้นต่อประชากร 1 ล้านคน ขณะที่ไทยจดสิทธิบัตรอยู่ที่ 1 ชิ้นต่อประชากร 1 ล้านคน สัดส่วนห่างกันมาก แม้รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะการศึกษาด้านนี้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนในหลายๆ ด้านเพิ่มขึ้น ทั้งครูที่จบตรงสาขา แหล่งเรียนรู้ ทุนการศึกษา และทุนวิจัย ไม่เช่นนั้นประเทศไทยคงไม่สามารถก้าวตามประเทศต่างๆ ได้ทัน" ดร.ธงชัย บอกทิ้งท้าย
0ธรรมรัช กิจฉลอง/เรื่อง
ร.ร.มหิดลวิทยานุสรณ์/ภาพ0



