
ครูผู้มีอุดมการณ์ไม่ท้อชูในหลวงทรงเป็นต้นแบบ
เลขาธิการกพฐ.ลั่นปั้นครูเก่ง ครูดีและมีกำลังใจ เดินหน้าพัฒนาคุณภาพครู ชี้เกณฑ์ประเมินวิทยฐานะใหม่เน้นดูคุณภาพนักเรียนเป็นหลัก ด้านยอดครูผู้มีอุดมการณ์เชิดชู"ในหลวง"ทรงเป็นต้นแบบในการทำงาน ไม่ยอมแพ้ความยากลำบาก ครูภาคใต้วอนรัฐฟื้นงบเบี้ยเสี่ยงภัยให้เป็นขว
เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2553 เวลา 09.30 น.ที่โรงแรมริเวอร์ไซด์ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สำหรับครูที่ได้รับรางวัล “ครูดีในดวงใจ” รางวัล “สพฐ.ดีเด่น” และรางวัล “ยอดครูผู้มีอุดมการณ์”และมอบเข็มเชิดชูเกียรติและเกียรติบัตรให้แก่ ครูที่ได้รับการคัดเลือกเป็น “ครูดีในดวงใจ” ประจำปีการศึกษา 2553 จำนวน 186 คนจากทั่วประเทศ จะได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ จากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ในวันที่ 16 ม.ค.นี้
เนื่องในโอกาสวันครู และในวันเดียวกันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมอบรางวัลแก่ “ยอดครูผู้มีอุดมการณ์”ประจำปี 2553 จำนวน 4 คน จาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ นายวิรัตน์ จันทร์งาม ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนาราม จังหวัดปัตตานี นางเรียม สิงห์ทร ครูโรงเรียนบ้านขอบด้ง จังหวัดเชียงใหม่ นางสาวสายหยุด ห้าวเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโป่งหวาย จังหวัด กาญจนบุรี และ นายโกวิท บุญเฉลียว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคูเมือง(อ่อนอนุเคราะห์) จังหวัด อุบลราชธานี ทั้ง 4 คนจะได้รับรางวัลเงินสด 3 แสนบาท เข็มเสมาทองคำ โล่รางวัล และเกียรติบัตร
ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวในการเป็นประธานในการประชุมสัมมนาครั้งนี้ว่า การปฏิรูปการศึกษารอบสอง จะไม่ทุ่มเทให้กับการปฏิรูปโครงสร้าง เพราะที่ผ่านมาเสียเวลาเรื่องการปรับโครงสร้างมามากพอแล้ว หากจะปรับเปลี่ยนก็เพื่อให้งานเดินหน้าไปได้ ทั้งนี้ การปฏิรูปการศึกษารอบ 2 จะมุ่งเน้นเรื่องการคุณภาพการศึกษาและพัฒนาครูซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา เพราะหากปฏิรูปโครงสร้างแต่ครูยังไร้ซึ่งจิตวิญญาณ การปรับโครงสร้างก็จะไร้ประโยชน์
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า การพัฒนาครูให้มีความเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ครูมีขวัญและกำลังใจ ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่จะพัฒนาและยกระดับวิชาชีพครู โดยเห็นตรงกันว่าการบริหารงานบุคคลต้องทำให้ครูเป็นและมีใน 3 เรื่อง คือ ครูเก่ง ครูดี และครูมีกำลังใจ โดยครูต้องมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ มีสวัสดิ การที่ดี ทั้งนี้ การเป็นครูที่เก่งนั้น จะต้องมีสมรรถนะความเป็นครูที่แน่น และเป็นเอกในเนื้อหาสาระวิชาที่สอน และสร้างผลงานที่เป็นสื่อการเรียนการสอนที่ใช้พัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพ
ดร.ชินภัทร กล่าวต่อไปว่า ที่สำคัญการทำวิทยฐานะซึ่งเป็นความก้าวหน้าของทางวิชาชีพของครูจะเน้นที่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียน ไม่ได้ดูจากผลงานวิชาการที่เป็นเอกสารเช่นเดิม รวมทั้งครูต้องมีผลงานสื่อการสอนที่ช่วยพัฒนาคุณภาพของนักเรียนให้ดีขึ้น ซึ่งจะมีหน่วยงานภายนอกเข้ามาประเมินโดยกำหนดเกณฑ์ว่าผลงานแบบใดผ่าน ผลงานแบบใดไม่ผ่าน
“ขอยกย่องครูทุกคนที่ได้รับการคัดเลือกครั้งนี้ ทุกรางวัลที่ครูทุกคนได้รับถือว่าครูทุกคนได้รับการคัดกรองมาเป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นต้นแบบของเพื่อนข้าราชการคนอี่น ๆ ต่อไป ขอให้ทำหน้าที่ให้เต็มความอุตสาหะทุ่มเท และนำผลงานที่ดีสิ่งที่ไปขยายสู่โรงเรียนต่อไป”เลขาธิการกพฐ.กล่าว
นางเรียม สิงห์ทร ครูโรงเรียนบ้านขอบด้ง จ.เชียงใหม่ หนึ่งในครูผู้ได้รับรางวัลยอดครูผู้มีอุดมการณ์” กล่าวว่า ภูมิใจมากที่ได้รับรางวัล ตนเป็นคนกรุงเทพฯและทำงานในกรุงเทพฯ ภายหลังตัดสินใจลาออกเพื่อไปเป็นครูอาสาสมัครสอนเด็กในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งตนได้ไปสอนที่โรงเรียนบ้านขอบด้ง ในอดีตโรงเรียนนี้ไม่มีเด็กมาเรียนแม้แต่คนเดียว และพื้นที่ก็เป็นบริเวณชายแดนไทย-พม่า เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยเพราะมีกลุ่มชนกลุ่มน้อย
นางเรียม กล่าวอีกว่า ช่วงเริ่มต้นทำงานขณะนั้นค่อนข้างท้อมาก เพราะมีปัญหาทั้งเรื่องการสื่อสารกับเด็ก ๆ และปัญหาอื่น ๆ ซึ่งเคยคิดจะเลิกสอนแต่สิ่งที่ทำให้ตนมีกำลังใจขึ้นมาได้ก็คือเห็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่แขวนอยู่ตรงกลางห้องเรียน จึงคิดว่าพระองค์เองอยู่ไกลแต่ยังไม่ทรงย่อท้ออุปสรรค ทรงมีความอดทน ตนจึงได้ยึดพระองค์ท่านเป็นต้นแบบในการทำงานและได้ตั้งใจทำหน้าที่ครูมาโดยตลอด จนโรงเรียนแห่งนี้ได้รับการคัดเลือกเป็นโรงเรียนของรัฐ ตนก็ทำงานอยู่ที่นี่มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 26 ปี
“ที่ดิฉันภูมิใจที่สุดคือสุดท้ายก็ได้เข้าเฝ้าในหลวงพระองค์เสด็จมาเยี่ยมโรงเรียนในขณะนั้น ซึ่งไม่คิดว่าพระองค์จะเสด็จมาทอดพระเนตรผลงานของครูเล็กๆคนหนึ่ง พร้อมทั้งพระราชทานเงินช่วยเหลือ และทรงมีพระราชดำรัสว่าขอให้สอนให้เด็ก ๆ ทุกคนมีความรักความภูมิใจในความเป็นไทยและประกอบอาชีพสุจริต ซึ่งดิฉันยึดถือมาตลอดเวลาในการทำหน้าที่สอนเด็กให้รักความเป็นไทยและประกอบอาชีพสุจริต เนื่องจากเดิมพื้นที่ดังกล่าวชาวบ้านปลูกฝิ่น เมื่อมีโครงการหลวงเกิดขึ้น ชาวบ้านก็ได้เลิกปลูกฝิ่นหันมาปลูกผักและผลไม้ส่งให้แก่โครงการหลวง ทำให้มีรายได้ในการดำรงชีวิต “ นางเรียม กล่าว
นางเรียม กล่าวด้วยว่า ขอฝากไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลเรื่องขวัญ กำลังใจ รวมถึงสวัสดิการเช่น ค่ารักษาพยาบาลของครูด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงเปิดโอกาสให้ครูได้มีโอกาสเข้าอบรมดูงานเพื่อพัฒนาตนเองเพราะครูได้อบรมน้อย บางครั้งก็ต้องเสียเงินเองเพื่ออบรมเพิ่มเติมความรู้
นายบรรยงค์ สุทธิพงศธร ครูโรงเรียนนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ 1 จ.ยะลา หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลครูดีในดวงใจ กล่าวว่า ตนสอนวิชาศิลปะให้นักเรียนชั้นประถมศึกษา ซึ่งการสอนและดูแลลูกศิษย์นั้นยึดหลักถือว่าลูกศิษย์เป็นเหมือนลูกและให้ความใกล้ชิดและเป็นเอง อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้ไม่สามารถสอนศิลปะได้เต็มที่เช่นเดิม และจิตใจก็เต็มไปด้วยความหวาดระแวง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหน่วยงานภาครัฐเช่น ทหาร ตำรวจพยายามดูแลครูและประชาชนอย่างเต็มที่แล้ว
”อยากให้รัฐบาลดูแลขวัญและกำลังใจครูในภาคใต้โดยเฉพาะเงินเบี้ยเสี่ยงภัยซึ่งแรกเริ่มได้คนละ 1,000 บาทต่อเดือน ต่อมาได้เพิ่มเป็นคนละ 1,500 บาทต่อเดือนและล่าสุดได้เพิ่มเป็นคนละ 2,500 บาท แต่ที่ผ่านมาครูภาคใต้ไม่ได้รับเงินเบี้ยเสี่ยงภัยเลยเพราะรัฐบาลไม่มีงบประมาณรองรับ จึงอยากให้รัฐบาลจัดสรรเงินเบี้ยเสี่ยงภัยให้แก่ครูภาคใต้ถ้าไม่ได้ถึง 2,500 บาทได้คนละ 1,000 หรือ 1,500 บาทก็ได้” นายบรรยงค์ กล่าว



