
"ให้" และ "รับ"
ในแง่หนึ่ง ว่ากันว่า มนุษย์เกิดขึ้นมาเพื่อแสวงหา และเติมเต็มให้แก่ชีวิต เป็นเรื่องของการฝึกหัด สั่งสม และบ่มเพาะ "กาย" และ "จิต" ให้ก้าวไปสู่ความ "สมบูรณ์พร้อม" ของตน
ด้วยความคิดพื้นฐานว่า มนุษย์ทุกคนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีศักยภาพในการพัฒนาและสามารถฝึกได้
ฟังโดยผิวเผินก็เป็นกระบวนทัศน์ที่ดีและน่าสนใจ เพราะอย่างน้อยในภาพรวม ทัศนะดังกล่าวนี้ก็เชื่อมั่น และเคารพในศักยภาพ ตลอดจนศักดิ์ศรีของมนุษย์ มิได้หมิ่นแคลน หยามเหยียด หรือแบ่งแยกมนุษย์ ตามสถานะทางการเมือง สังคม หรือเศรษฐกิจ
แต่เมื่อพิจารณาไปอีกด้าน หรือมองโดยปราศจากคุณค่าทางศีลธรรม หรือความผิดชอบชั่วดี ทัศนะที่ว่า มนุษย์เกิดมาเพื่อเติมเต็ม ก็คล้ายดั่งจะเป็นช่องทาง หรือเข็มทิศที่ชี้แนะให้ผู้คนเห็นแก่ตัว และพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ตน "สมบูรณ์พร้อม" ด้วยความอยากได้ใคร่มี โดยมิได้จำแนกแจกแจงว่า ตนควรจะ "มี" หรือ "ได้" สิ่งใด และโดยวิธีการเช่นไร
จะว่าไปแล้ว นี่เป็นปัญหาของการมองภาพรวม จริยธรรม การใช้วิธีการและมุมมองต่อแก่นสาระของชีวิตโดยแท้
ด้วยว่า "ชีวิต" โดยความเป็น "มนุษย์" นั้น เป็นเรื่องราวหลากมิติ ที่มีทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง มีนอกมีใน และความลึกตื้นหลายระดับ
เรียกได้ว่าเป็น "ความสัมพันธ์" อัน "ซับซ้อน" ทั้งในส่วนของมนุษย์ด้วยกันเอง และสรรพสิ่งที่มนุษย์เกี่ยวข้อง
การสรุปว่า ตนเกิดมาเพื่อเติมเต็ม หรือสร้างความสมบูรณ์ จึงเป็นการกล่าวถึงเพียงบางแง่มุมของการ "เกิดมา" เท่านั้น
เพราะในขณะที่ฝ่ายหนึ่งเป็น "ผู้รับ" ย่อมต้องมีอีกฝ่ายอยู่ในฐานะ "ผู้ให้" เสมอ
ซึ่งโดยนัยกลับกัน ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะอยู่ในฐานะใดฐานะหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว และตลอดเวลา
การ "ให้" และ "รับ" ดังกล่าว ย่อมเป็นรากฐานที่สำคัญของความอยู่รอด และขณะเดียวกัน ก็เป็นพื้นฐานสำคัญของความ "สงบเย็น" และความเป็น "ปกติ" ทั้งในระดับปัจเจก และโดยความเป็นองค์รวมของสังคม
กล่าวในฐานะของนักภาวนา บน "ภาวนาวิถี" ความเข้าใจในหลักการระดับพื้นฐานเช่นนี้ ย่อมเป็นหมุดหมายสำคัญของการเดินทางเพื่อดับทุกข์ ด้วยว่า การ "ให้" และ "รับ" นั้น มิได้หมายถึงเพียงสิ่งของ หรือวัตถุที่สัมผัสได้โดยรูปธรรม
การ "ให้" และ "รับ" สามารถหมายรวมถึงสัมมาทิฐิ การเสียสละ การแบ่งปัน การมีสำนึกขอบคุณ สำนึกแห่งมุทิตาจิต การลด ละ เลิก อันเนื่องอยู่กับการ "ปล่อยวาง" ไม่ "ยึดมั่นถือมั่น" เชื่อมโยงถึงข้อธรรม เกี่ยวกับ "อัตตา" และ "อนัตตา" ฯลฯ ซึ่งเป็นสารธรรมระดับโลกุตระ
เรื่องนี้จึงเป็น หญ้าปากคอก ของใครต่อใครหลายคน ที่ยากจะรับรู้ด้วยการละเลย หรือมองข้ามอย่างไม่เห็นคุณค่า ดังที่ควรจะเป็น
นักภาวนาผู้มุ่ง "ดับทุกข์" อย่าง "เห็นแก่ตัว" จึงมักก้าวหน้าน้อย ล่าช้า และพบกับอุปสรรคอย่างไม่คาดคิดอยู่เสมอ
การให้ อย่าหวังผลแลกเปลี่ยน หรือ การรับ อย่างไม่รู้จักขอบคุณ และ/หรือ การให้และรับอย่างไม่ลืมหูลืมตา จึงมักจะเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ
บนเส้นทางสายภาวนา ย่อมมีความถูกต้อง และเหมาะควร เป็นมาตรวัด เป็นเกณฑ์ตัดสินโดยไม่สามารถ "โกงข้อสอบ" หรือ "ทุจริต" ได้
ผลที่เกิดขึ้นและอยู่กับเนื้อกับตัว จึงเสมือนหนึ่งประกาศนียบัตร หรือตราประทับแนบแน่นอยู่กับผู้ปฏิบัติ เสมือนเครื่องยืนยันว่า ผู้นั้นเลือกเดินไปทางใด
เป็นอริยมรรค หรืออบายมรรค…จากวันวาน สู่วันนี้ และวันพรุ่ง
"พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ"



