ไลฟ์สไตล์

เจาะลึก...ผลสอบไทยเข้มแข็งสธ.พบมีเงื่อนงำ-บกพร่อง!

เจาะลึก...ผลสอบไทยเข้มแข็งสธ.พบมีเงื่อนงำ-บกพร่อง!

14 ม.ค. 2553

ผลสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่มี นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธาน ระบุว่ามีผู้ที่มีความผิดแตกต่างกันไปรวม 8 คน จนส่งผลให้นายวิทยา แก้วภราดัย ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายมา

 ไม่ถึง 1 เดือนหลังคณะกรรมการเปิดเผยผลสอบไปเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2552 ก็เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับเป็นระลอกๆ ทันที ด้วยการตรวจสอบผลสรุปของคณะกรรมการหลายภาคส่วนฟันธงว่า ผลสอบนี้มีเงื่อนงำและบกพร่อง

 “การตรวจสอบในครั้งนี้ “มีเป้า” พูดง่ายๆ คือสอบให้มีเรื่อง ส่อเจตนาเจาะเฉพาะพื้นที่ให้เกิดผลกระทบ ไม่เช่นนั้นคงไม่เลือกสอบเฉพาะพื้นที่ที่อยากตรวจ เช่น จ.นครศรีธรรมราช และราชบุรี ส่วนพื้นที่ไม่อยากตรวจก็ตรวจน้อย ซึ่งเป็นไปเพื่อให้เกิดประโยชน์ตามเป้าหมายที่วางไว้” นพ.ศิริชัย ศิลปอาชา ที่ปรึกษาสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์(รพศ.)/โรงพยาบาลทั่วไป(รพท.)กล่าว

 นพ.ศิริชัย ตั้งข้อสังเกตว่า รายละเอียดของผลตรวจสอบข้อเท็จจริง ในเนื้อหาเป็นอีกอย่าง แต่กลับสรุปผลเป็นอีกอย่าง เหมือนสอบนาย ก ข ค แต่กลับลงโทษนาย ง การทำแบบนี้เท่ากับส่อเจตนาของคณะกรรมการ เช่น เนื้อหาระบุว่า นพ.ไพจิตร์ วราชิต ไม่เกี่ยว ไม่มีอำนาจ และสรุปผลว่า นพ.ไพจิตร์ผิด การทำแบบนี้อาจจะเป็นการจงใจถล่มเพื่อฮั้วให้มีการโยกงบประมาณและเปลี่ยนผู้บริหารกระทรวงใหม่ และทั้งที่โครงการนี้ดำเนินการมาตั้งแต่ช่วง นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข แต่ไม่มีผู้ใดติดใจ จนเปลี่ยนปลัดใหม่ก็มีคนออกมาประกาศว่าผิดหวังและจะตรวจสอบทุจริตทันที ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำงาน

 ไม่เพียงเท่านี้ ยังอ้างถึง กรรมการบางคนมีความไม่สง่างามที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ โดย นพ.วัชรพงศ์ แย้มศรี ประชาสัมพันธ์สมาพันธ์ รพศ./รพท. อธิบายปรากฏการณ์ที่น่าสนใจว่า กรรมการคนหนึ่งเคยเสนอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้แต่งตั้งแพทย์คนหนึ่งเป็นปลัด สธ. แต่นายวิทยาแต่งตั้ง นพ.ไพจิตร์ และกรรมการคนนี้ก็นับถือเป็นพี่น้องกับชมรมคนสองคนแอบอ้างชนบท และเป็นคนคนเดียวกับที่เคยถูกชี้มูลความผิดมาก่อนสมัยรับราชการ

 นพ.วัชรพงศ์ กล่าวด้วยว่า ผลสอบของคณะกรรมการสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้าใจสถานการณ์สาธารณสุขในปัจจุบัน เพราะบางคนเกษียณอายุราชการมานานกว่า 20 ปี อาจจะไม่ทราบว่าส่วนใหญ่โรงพยาบาลชุมชนไม่ทำผ่าตัดและอัตราการครองเตียงค่อนข้องต่ำ ผู้ป่วยจำนวนมากถูกส่งต่อไป รพศ./รพท. เพราะกลัวถูกฟ้อง และมีอีกหลายองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นการยกระดับมาตรฐานบริการ รวมถึง รพ.ศูนย์ราชบุรี และ รพ.ศูนย์นครปฐม มีสภาพเหมือนแก้มลิงรองรับผู้ป่วยจากภาคใต้ตอนบน กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบคงไม่เข้าใจ

 สอดรับกับการออกมาเปิดเผยอย่างถึงพริกถึงขิงของ นพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ ระบุแบบชี้เป้าเข้าประเด็นว่า คณะกรรมการมีข้อบกพร่องสำคัญ 2 ข้อ คือ 1.คณะกรรมการดูตัวเลขผิด หรืออาจจะเจตนากลั่นแกล้งกรมการแพทย์ เช่น อาคารผู้ป่วยนอกของ รพ.นพรัตนราชธานี 2.คณะกรรมการไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเรื่องเครื่องมือแพทย์

 เช่น กรณีเครื่องเอกซเรย์ส่องตรวจระบบดิจิทัล (Digital Fluoroscopy) ของ รพ.นพรัตน์ราคา 15 ล้านบาท ชุดศูนย์กลางเฝ้าติดตามการทำงานของหัวใจ (Central Monitor) ขนาดรับสัญญาณผู้ป่วยข้างเตียงได้พร้อมกัน 8 เตียง ของ รพ.เลิดสิน ราคา 9.2 ล้านบาท โดยไม่ได้ดูขนาด ประสิทธิภาพ คุณสมบัติใช้งานและองค์ประกอบเครื่อง

 “ข้อสรุปของคณะกรรมการเกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างและเครื่องมือแพทย์กว่า 10 รายการของกรมการแพทย์ไม่เป็นความจริง เพียงแค่หากคณะกรรมการเห็นข้อมูลครบและละเอียดด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ก็จะไม่ตั้งข้อกล่าวหาต่อกรมมากขนาดนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นถ้าไม่สะเพร่าก็ส่อเจตนากลั่นแกล้ง เพราะคณะกรรมการมีความเห็นว่ามีเจตนาจะทุจริต ทั้งที่เป็นความผิดพลาดของคณะกรรมการเอง ท่านคงรับผิดชอบ เช่น ยอมรับข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น” นพ.เรวัต ระบุ

 นพ.ภาสกร ชัยวานิชศิริ ผอ.รพ.นพรัตน์ ระบุชัดเจนว่า อาคารผู้ป่วยนอก หออภิบาล และสำนักงาน 16 ชั้น พื้นที่ 39,480 ตร.ม. คณะกรรมการกลับเขียนเป็น 34,480 ตร.ม. พื้นที่จึงขาดหายไปถึง 5,000 ตร.ม. ทำให้เมื่อเปรียบเทียบราคาต่อตารางเมตรอยู่ที่ 24,045 บาท ขณะที่ราคาจริงเพียงแค่ 2.1 หมื่นบาท แต่คณะกรรมการบอกราคาแพง เช่นเดียวกับกรณีศูนย์การแพทย์ 25 ชั้นของ รพ.ราชวิถี ที่ถูกระบุว่ามีการตั้งงบประมาณแพงกว่าปกติ พญ.วารุณี จินารัตน์ ผอ.รพ.ราชวิถี อธิบายว่า ราคากลางการสร้างอาคารศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉินสมบูรณ์แบบของ รพ.รามาธิบดี ซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ก็พบว่าอยู่ที่ 25,404 บาทต่อ ตร.ม. ส่วนของราชวิถี เพียง ตร.ม.ละ 25,066.54 บาท

 แหล่งข่าวระดับสูงใน สธ.ที่เต็มใจให้ข้อมูลในทางลับต่อ "คม ชัด ลึก" บอกว่า คณะกรรมการไม่เข้าใจการจัดทำงบประมาณ โดยเฉพาะในส่วนของสิ่งก่อสร้าง ซึ่งคณะกรรมการกล่าวหาว่า การตั้งราคากลาง สูงเกินเหตุ ทั้งที่ในความเป็นจริงในการก่อสร้างอาคารต่างๆ จะมีราคาที่กำหนด 3 ราคา คือ 1.ราคาประมาณการที่ขอตั้งงบประมาณอ้างอิงจากสำนักงบประมาณ ซึ่งราคาที่ปรากฏในเอกสารไทยเข้มแข็งก็คือราคาประมาณการไม่ใช่ราคากลางที่คณะกรรมการอ้าง

 2.ราคากลางมี 2 แหล่ง คือ จากกองแบบแผน และราคากลางท้องถิ่น โดยในทางปฏิบัติ หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดคุณลักษณะหรือทีโออาร์และคณะกรรมการกำหนดราคากลาง ซึ่งพื้นที่แตกต่างกันก็อาจจะมีความแตกต่างกัน และในการพิจารณาราคาการประมูลด้วยวิธีพิเศษผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-อ็อกชั่น คณะกรรมการจะต้องใช้ราคากลางท้องถิ่นเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา และ 3.ราคาที่ทำสัญญา เป็นราคาที่ชนะการอี-อ็อกชั่น และได้รับอนุมัติให้จัดจ้าง อาจจะสูงหรือต่ำกว่างบที่ได้รับและไม่เกินราคากลางท้องถิ่น

 เช่น กรณีอาคารพักพยาบาล 3 ชั้น แบบเลขที่ 9555 รพ.ปลาปาก จ.นครพนม ที่คณะกรรมการบอกว่าประมูลได้ในราคา 6.3 ล้านบาท แต่ตั้งไว้ 9.57 ล้านบาท กองแบบแผนคำนวณใหม่เหลือ 8.5249 ล้านบาท และบริษัท อรุณชัยเสรี คอนซัลติ้งจิเนียร์ส จำกัด คำนวณได้ 7.2 ล้านบาท คณะกรรมการจะต้องบอกให้ได้ว่า รพ.ปลาปากประมูลได้ราคาดังกล่าว ก่อสร้างเมื่อไหร่ นอกจากแบบก่อสร้างแล้ว มีรายการอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ มีการตอกเข็มประเภทใด อัตราเงินเฟ้อเป็นอย่างไร และต้องแสดงเอกสารของบริษัท อรุณชัยเสรีฯ

 “กรณีราคาที่ชนะการอี-อ็อกชั่น สูงกว่างบประมาณที่ได้รับ จะต้องขออนุมัติสำนักงบประมาณหรือ ครม.ก่อนทำสัญญา และถ้าราคาที่ชนะอี-อ็อกชั่นต่ำกว่าวงเงินงบประมาณที่ได้รับ เงินเหลือจะต้องคืน หรือขอเปลี่ยนแปลงรายการเพื่อจัดซื้อจัดจ้างพัสดุอื่นก็ได้” แหล่งข่าวกล่าว

 ข้อน่าสังเกตต่อผลสรุปของคณะกรรมการและข้อมูลกำลังถูกรวบรวมเพื่อเสนอให้นายกรัฐมนตรีรับทราบความจริงอีกด้านหนึ่ง เพราะบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุขที่ทำงานและต้องการให้ประชาชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริงมิได้มีแต่กลุ่มแพทย์ชนบทเท่านั้น

          0 ทีมข่าวสาธารณสุข 0