
รักแท้คือกรุณา (๖) หลงทางรัก
คุณโยมท่านหนึ่ง เคยบอกอาตมา พระอาจารย์คะ ผู้ชายไม่เจ้าชู้ในโลกนี้มีอยู่ ๒ คน หนึ่งคือคนที่ยังไม่เกิด และสองคือคนที่ตายไปแล้ว
ฉะนั้น อาตมาเลยเตือนไปว่า โยมอย่าเพิ่งสรุป ใจเย็นๆ คบเขาไป มีรักที่ไหน จะมีทุกข์ที่นั่น เธอเถียงอาตมา โยมก็ไม่เห็นทุกข์นี่คะ
อาตมาบอกว่า โยม มันเป็นสุขนั่นแหละ แต่แท้ที่จริง คือ ความทุกข์ที่รอเวลาอยู่ เหมือนมะม่วงที่สุกแล้วนะ รอเวลาหล่นจากต้น เขารอเวลาอยู่ ความสุขที่คุณได้รับ มันคือทุกข์นั่นแหละ ที่รอเวลาแสดงตัวอยู่เฉยๆ
ต่อมาผู้หญิงคนนี้มาทำงานเอกชน ทำงานไม่ถึงปีก็กลับมาหาอาตมาอีกแล้ว มาให้พระอาจารย์สอบอารมณ์อยู่เรื่อย
อาตมาถามว่า เป็นไง เหมือนที่พระอาจารย์บอกแหละค่ะ ทำไมหนูโง่ ไปเลือกเขาไม่รู้ ครั้งที่แล้วหนูบอกพระอาจารย์ว่า ไม่ว่าจะใช้อะไรวัดมาตรฐานไหน ก็ดีไปหมด ตอนนี้หนูอยากจะพูดว่า ไม่ว่าจะวัดด้วยมาตรฐานไหน เขาก็เลวไปหมด
อาตมาจึงบอกว่า คุณโยม ความรักเหมือนดอกกุหลาบ ถ้าคุณโยมชอบดอกกุหลาบ ก็อย่าไปรังเกียจหนามนะ ของเขามาด้วยกัน
ฉะนั้น ความรักกับความทุกข์นี่ เขามาด้วยกัน สุขๆ ทุกข์ๆ ตราบใดที่ยังมีรัก นั่นเป็นสัญญาณว่า ทุกข์ยังคงมีอยู่ ตราบใดที่ยังมีสุขแบบโลกีย์สุข นั่นแสดงว่า ทุกข์ยังคงมีอยู่
ตราบใดที่เราก้าวไม่พ้นเรื่องของคู่ คือสิ่งที่เป็น "ทวิลักษณ์" ไม่มีทางที่เราจะพบกับความนิ่งของชีวิตได้
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของเรื่องความรักในครั้งพุทธกาล มีพระรูปหนึ่ง บวชใหม่ ถูกความรักรุมเล่นงาน ถึงกับพระพุทธเจ้าก็เอาไม่อยู่
คุณโยมดูพลังรักนะ เวลาเขาครอบงำแล้ว อยู่วัดเดียวกับพระพุทธเจ้า ยังเอาไม่อยู่
วันหนึ่ง ท่านบิณฑบาตกับพระเพื่อน ๓ รูป วันนั้น สายการบิณฑ์ของท่านนี่ ก็ไปจอด ณ บ้านของคนที่สวยที่สุดในนคร ซึ่งเรียกว่า "นครโสเภณี" หรือหญิงงามเมือง
หญิงงามเมืองแต่ก่อนนั้น มีศักดิ์ศรีเหมือนนางสาวไทย ใครได้ตำแหน่งหญิงงามเมืองแล้วเป็นศักดิ์เป็นศรีมาก หญิงงามเมืองคนนี้มีชื่อว่า "ศิริมา" แปลว่า ผู้มีความงาม วันนั้นนางศิริมาป่วย ออกมาใส่บาตร
พระท่านก็สำรวม โดยการมองลงในบาตร มือเรียวงามของนางศิริมาหยิบกับข้าวใส่ลงไป พระก็เห็นนิ้วสวย ศรรักปักอกทะลุจีวร กลับถึงวัด ไม่ฉัน เอาข้าวปลาอาหารซุกใต้เตียง จนกระทั่งข้าวบูด แล้วนอนละเมอ ป่วยสาหัสตั้งแต่วันนั้น ด้วยโรคกามารมณ์ขึ้นสมอง เจียนอยู่ เจียนตาย
พระเพื่อนผิดสังเกต เข้ามาถาม พระใหม่บอก ถ้าท่านอยากให้ผมหายป่วย ท่านไปเชิญโยมศิริมามาเยี่ยมผม ถ้าผมเห็นเธอ ผมคงหายป่วย
พระเพื่อนเตือนว่า วันที่ท่านได้เห็นมือของนางศิริมา วันนั้นเป็นมือของเธอตอนป่วย นั่นขนาดป่วย มือซีดเป็นไก่ต้ม ยังตรึงใจพระขนาดนั้น
ท่านก็เลยปรุงแต่งต่อไปว่า ถ้าไม่ป่วยล่ะ โยมคิดดูนะ ถ้าวันนั้นพระใหม่ช้อนตามองหน้านางศิริมา อาตมาคิดว่าบาตรหลุดมือเลย
สุดท้าย เพื่อนพระไม่มีใครเตือนท่านแล้ว ท่านไม่สามารถสกัดกั้นการกระตุ้นเร้าของกามารมณ์ และตัณหาได้ ถวิลหาจนลืมสถานภาพพระของตนเอง
ท่านบอกตัวเองว่า ทางเดียวที่ท่านจะมีชีวิตรอด คือการได้กอดนางศิริมา
หารู้ไม่ว่า ขณะที่ท่านกำลังถวิลหาศิริมาอย่างสุดใจนั้นเอง คุณโยมศิริมาเสียแล้ว นำความเศร้าโศกให้กับคนทั้งเมืองว่า สัญลักษณ์ของความงามนั้น ได้หมดไปอีกหนึ่ง ทำไมคนทั้งเมืองต้องเศร้าโศก เพราะแม้แต่พระราชา อย่างพระเจ้าพิมพิสาร ก็เทียวเข้าเทียวออกสำนักโสเภณี จนมีลูกเก็บคนหนึ่งชื่อหมอชีวก ชีวกเป็นไฮโซสมัยพุทธกาล
พระพุทธองค์ทรงรู้เหตุการณ์นี้โดยตลอด จึงทรงกำชับไปทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองว่า ศพของนางศิริมาให้เก็บไว้ อย่าเพิ่งเผา กระทั่งครบเจ็ดวัน
ทรงมีพุทธบัญชาว่า พระพุทธองค์จะเสด็จไปเผานางศิริมา คนทั้งเมืองก็โอ้โฮ ศิริมา ทำไมได้รับเกียรติขนาดนี้ ชาวเมืองไม่เข้าใจว่า เสด็จไปทำไม
พอได้เวลาก็นำพระใหม่ไปด้วย วันนี้เราจะถอนศรรักจากอกของเธอ พอรู้ว่าพระพุทธองค์รับสั่งจะนำไปหาศิริมา ลุกขึ้นห่มจีวร ฉันข้าว เดินตัวปลิวโดยเสด็จไปเลย หน้าชื่น ตาบาน ดวงตาทอประกายใส ถ้าผิวปากได้คงทำ
(ยังมีต่อวันพระหน้า)
"ว.วชิรเมธี"



