
ขุมทรัพย์จากพระไตรปิฎก - ซาโตริ
สนฺตกาโย สนฺตวาโจ
สนฺตมโน สุสมาหิโต
วนฺตโลกามิโส ภิกฺขุ
อุปสนฺโตติ วุจฺจติ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๓๔/๖๖
ภิกษุที่กายวาจาใจสงบ
ตั้งมั่นดี มีอามิสในโลกคืนคาย
เราเรียกว่าผู้สงบระงับ
ภิกษุกายวาจาใจผ่องใสนิ่ง ไม่สุงสิงสุขสงบพานพบเห็น
ยืนเดินนั่งอภิรมย์อยู่ร่มเย็น ช่างผ่องเพ็ญยิ่งนักประจักษ์ตา
เธอเป็นคนตั้งมั่นมิหวั่นหนอ อามิสก็คายคืนตื่นหรรษา
อยู่เหนือสิ่งสมมุติผุดโสภา เราเรียกว่าผู้สงบพบเห็นธรรม ฯ
"ธรรม" คือ สภาพทรงความจริง (ธาเรตีติ ธมฺโม) เห็นความจริงก็เท่ากับเห็นธรรม ทว่าน้อยคนนักที่จะเห็น
ทั้งนี้ เพราะสายตาของมนุษย์ถูกม่านอวิชชาปิด จึงตกหลุมพรางติดกับดักของโลกสมมติ หลงโลกบัญญัติกันอยู่เสมอ ไม่สามารถพบเห็นความจริงของโลกปรมัตถ์
แท้ที่จริงโลกปรมัตถ์หรือโลกความจริงนั้นก็อยู่กับโลกสมมติ โลกบัญญัติ นี่เอง แต่ถูกปกปิดด้วยม่านอวิชชา การเห็นธรรมมิใช่เรื่องเหนือวิสัย เพียงเพียรมองโลกสมมติ โลกบัญญัติด้วยสายตาวิปัสสนา เมื่อม่านอวิชชาค่อยๆ คลี่ออก โลกปรมัตถ์ในมุมมองใหม่ก็แจ่มชัดขึ้นเอง
อย่างไรก็ตาม คนที่ประจักษ์แจ้งโลกปรมัตถ์ก็ยังคงอยู่ร่วมกับโลกสมมติ โลกบัญญัติเหมือนเดิม เพียงแต่ “ทรรศนะ” เปลี่ยนไป (เซนเรียกว่า “ซาโตริ”) มองโลกสมมติ โลกบัญญัติด้วยสายตาสงบนิ่ง เยือกเย็น ไม่รุ่มร้อน วุ่นวายเหมือนแต่ก่อน
คนเช่นนี้แหละไม่ถูกเกี่ยวด้วย “เหยื่อล่อคืออามิส” และ “สายน้ำโลกธรรม” คือลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ สุข ทุกข์ นินทา สรรเสริญก็ไม่สามารถพัดขึ้นพัดลง เขาย่อมตั้งมั่นอยู่อย่างสงบสุข ปลอดภัยจากการบีบคั้นของทุกข์และภัยอันตรายต่างๆ เหมือนลิ้นอยู่ในปากอสรพิษร้าย คนที่อยู่กับโลกร้อนด้วยความสงบ เยือกเย็นอย่างนี้ นอกจากท่านจะเรียกว่า “ผู้สงบ” แล้ว ยังเรียกว่า “คนเหนือโลก”
"พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์"



