ไลฟ์สไตล์

ชินภัทรทบทวนโครงสร้างสพฐ.ชี้อาจเปลี่ยนเป็นทบวง

ชินภัทรทบทวนโครงสร้างสพฐ.ชี้อาจเปลี่ยนเป็นทบวง

12 ม.ค. 2553

“ชินภัทร”เร่งทบทวนปรับโครงสร้างทั้งระบบ ชี้อาจเปลี่ยนเป็นทบวงการศึกษาขั้นพื้นฐาน คาดใช้เวลา 3 เดือนเสนอ ว่าที่ รมว.ศธ.คนใหม่พิจารณา แจงปรับเพื่อลดช่องว่างการทำงานระหว่างส่วนกลางและเขตพื้นที่ และเพื่อรองรับการทำงานของ ศธ.

 เมื่อ วันที่ 12 ม.ค.2553- นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้มีการอภิปรายว่า สพฐ. ควรใช้โอกาสในช่วงระยะเวลาการพิจารณาทำรายละเอียดของการปรับโครงสร้างการทำงานของ สพฐ. เพื่อให้การทำงานเป็นระบบมากขึ้น ประกอบกับเพื่อรองรับการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งมีการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ตามแผนปฏิบัติราชการศธ. แผนพัฒนาการศึกษากลุ่มจังหวัด แผนพัฒนาการศึกษาจังหวัด เป็นต้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับระบบการทำงานเพื่อลดปัญหาช่องว่างที่เกิดระหว่างส่วนกลางและส่วนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยการพยายามมอบหมายให้ผู้บริหารจากส่วนกลาง คือ รองเลขาธิการ กพฐ. ที่ปรึกษาด้านต่าง ๆ แบ่งโซนการรับผิดชอบเพื่อประสานงานในระดับกลุ่มจังหวัด ตามกลุ่มของศูนย์ตรวจราชการ 19 ศูนย์

 ทั้งนี้ การพิจารณาปรับปรุงต้องทำทั้ง 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง หรือ สพฐ. ระดับ สพท. และระดับโรงเรียน โดยส่วนกลางได้นำข้อมูลการทำงานภายใต้โครงสร้างเดิมที่ดำเนินการมา 6-7 ปี มาทบทวนอีกครั้งอย่างเป็นระบบ เช่น หากพิจารณาปรับเป็นทบวงการศึกษาขั้นพื้นฐาน จริงตามที่มีข้อเสนอจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างภายในให้สอดคล้องกันอย่างไรบ้าง เช่น การแบ่งเขตพื้นที่มัธยมศึกษา และเขตพื้นที่ประถมศึกษา ในระดับ สพท.ต้องวิเคราะห์ถึงระบบการบริหารงานที่ผ่านมา จำนวนกรอบอัตรากำลังบุคลากร ซึ่งเมื่อครั้งมีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นโครงสร้างในปัจจุบัน ทำให้เกิดปัญหาให้ต้องเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัจจุบันใน สพท. มีรองผอ.สพท.จำนวนถึง 10-12 คนต่อเขต ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไม่ใช่รูปแบบการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องทบทวนและออกแบบให้เหมาะสม

 นายชินภัทร กล่าวต่อว่า ส่วนระดับโรงเรียน ที่ผ่านมาแม้มีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่การทำงานในบางจุดก็ไม่ได้เป็นไปตามฐานะหรืออำนาจที่มี เช่น งบประมาณก็ยังคงต้องรับการจัดสรรไปจากส่วนกลาง หรือแม้แต่การคัดเลือกบุคลากรครู เช่นกัน เพราะฉะนั้นต้องดูว่าจะปรับเช่นไรให้เกิดการบริการตามรูปแบบที่เน้นการกระจายอำจานสู่สถานศึกษา อย่างไรก็ตาม ได้มอบให้กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร (กพร.) สพฐ. ไปเป็นผู้จัดทำรายละเอียด ผ่านการสัมมนาเพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการปรับปรุงโครงสร้าง สพฐ.

 “คาดว่าจะใช้เวลาในการทำงานประมาณ 3 เดือนก็พร้อมจะนำข้อมูลเสนอต่อนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ว่าที่ รมว.ศธ.พิจารณา เพราะว่าทำมาบ้างแล้วไม่ได้เริ่มจากศูนย์ อีกทั้งการดำเนินการต่าง ๆ ต้องศึกษากฎหมายควบคู่กันไปด้วย เมื่อทำแล้วจะต้องให้ฝ่ายกฎหมายกลั่นกรองอีกครั้ง เช่น การตั้งเป็นทบวงการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไมได้เป็นการเพิ่มภาระหรือลดภาระลง แต่วัตถุประสงค์หลักที่ปรับโครงสร้างเพื่อจัดระบบการทำงานให้ลื่นไหลและเหมาะสม เพราะในระบบโครงสร้างปัจจุบันนั้น ในบางจุดยังไปสกัดทำให้คนในไม่มีโอกาสได้เติบโตในหน้าที่การงาน”เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

 นายชินภัทร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้พิจารณาการมอบภารกิจให้รองผอ.สพท.ปฏิบัติหน้าที่ภายในอำเภอที่รับผิดชอบ ซึ่งงานจะแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ 1. ภารกิจตามบทบาทหน้าที่ทั้งส่วนการบริหารทั่วไป และด้านวิชาการ 2.ความรับผิดชอบตามพื้นที่ เช่น ความรับผิดชอบในส่วนอำเภอ หรือกลุ่มโรงเรียนในเขตพื้นที่ และ 3.ภารกิจเฉพาะ เพราะฉะนั้น การไปปฏิบัติงานในอำเภอนั้นจะต้องดูความเหมาะสมและความจำเป็นซึ่งจะต้องกำหนดรูปแบบที่ชัดเจน กรณีที่ดูแลอยู่ในพื้นที่ที่อยู่ไกล ไม่สามารถเดินทางไปกลับได้ภายในวันเดียวก็อาจจะต้องตั้งเป็นศูนย์ประสานงาน อย่างไรก็ตาม มอบให้สำนักนโยบายและแผน (สนผ.) สพฐ. ไปศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของทั้ง 185 เขต เพื่อกำหนดว่าเขตพื้นที่ใดมีศูนย์ประสานงานและเป็นภารกิจแบบใดที่ รองผอ.สพท.ดำเนินการ รวมถึงการวิเคราะห์การใช้ทรัพยากร ได้แก่ งบประมาณ บุคลากร เป็นต้น