
โลกใบนี้ดนตรีไทย-มีของดีมาฝาก
ฉบับนี้ผมมีรายการดนตรีดีๆ มาแนะนำให้แก่ท่านผู้อ่านที่นิยมของดีมีคุณภาพ โดยเฉพาะที่เป็นคอดนตรีแล้วไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ก็คือในวันอาทิตย์ที่ 17 มกราคมนี้ จะมีการประกวดเดี่ยวเครื่องดนตรีในรายการที่มีชื่อว่า เซ็ดเทร็ดเยาวชนดนตรีแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 13
โดยรายการนี้จะมีการประกวดเดี่ยวเครื่องดนตรีในระดับเยาวชน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ทั้ง 3 ระดับจะไม่แยกชนิดเครื่องดนตรีไทยหรือสากล แต่จะแยกระดับการศึกษาเท่านั้น รายการนี้ตัวผมเอง ถ้าว่างก็จะไปชมทุกครั้ง เพราะเนื่องจากจะทำให้เราเห็นพัฒนาการของนักดนตรีไทยและสากลในระดับเยาวชนว่า พวกเขาเหล่านั้นมีพัฒนาการไปถึงไหนแล้ว และจากที่ผ่านมาแล้วผมก็ได้เห็นนักดนตรีในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับอุดมศึกษาทั้งดนตรีไทยและดนตรีสากลที่เข้าประกวดในรายการนี้หลายๆ คนมีฝีมืออยู่ในระดับมืออาชีพ และการที่รายการนี้จะไม่แบ่งเป็นดนตรีไทยและดนตรีสากลจึงทำให้ครูผู้สอนต้องออกไอเดีย ในการบรรเลงให้กับลูกศิษย์ตัวเอง ให้ วิจิตรพิสดารบรรเจิดแจ่ม โดยมีเป้าหมายอยู่ที่เหรียญทองชนะเลิศนั่นเอง
แต่ปัญหาก็มักจะมีตามมาเสมอในเรื่องของการตัดสินเพราะเนื่องจากมันไม่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่แน่นอนมันก็เลยต้องตัดสินด้วยเอา ความถูกใจมากกว่าความถูกต้อง แต่สำหรับตัวผมคิดว่าข้อดีของรายการนี้ก็คือผู้เข้าแข่งขันสามารถทำอะไรได้อย่างเต็มที่และออกนอกกรอบเพลงได้ตามใจชอบจึงก็เท่ากับว่าพวกเขามีโอกาสได้แสดงฝีมือและความคิดอย่างเต็มที่ และท้ายสุดท่านผู้ชมก็จะได้รับอรรถรสในการฟังมากยิ่งขึ้น ก็เอาเป็นว่าผมแนะนำให้ท่านผู้อ่านที่มีเวลาว่างเข้าไปชมการประกวดเดี่ยวดนตรีในรายการนี้ได้ที่ หอประชุมวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยมหิดลศาลายาไม่ใกล้ไม่ไกลแค่นี้เอง อ้อ...ผมลืมบอกไปว่ารายการนี้เป็นรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งทั้งหมดทุกระดับชั้นจะถูกผ่านการคัดเลือกมาก่อนหน้านี้แล้ว 2 รอบ ก็เท่ากับว่ารอบนี้ทั้งหมดคือหัวกระทิแล้ว เพราะฉะนั้นท่านผู้ชมจะได้ชมและได้ฝังของดีมีคุณภาพอย่างแน่นอน และเวลาก็คือ 9.00 - 16.00 น. โดยประมาณครับท่าน
คราวนี้ผมก็จะกลับไปตอบคำถามของ คุณอมรัตน์ 5 ข้อ ที่ยังค้างอยู่อีก 2 ข้อ ซึ่งในข้อ 4 คุณอมรัตน์ ได้ถามว่า เพลงหน้าพาทย์มีกี่เพลงและทุกเพลงมีท่ารำหรือเปล่า ข้อนี้ต้องบอกว่าคงไม่มีใครนับเพลงหน้าพาทย์ได้ครบถ้วน เพราะจะว่ากันจริงแล้วตัวผมเองก็เรียนเพลงหน้าพาทย์มามากพอสมควรและมากพอที่จะคิดว่าได้ครบทุกเพลง แต่เอาเข้าจริงๆ มันก็ยังคงมีเพลงที่เรายังตีไม่ได้อีกหลายเพลงและ ที่ได้อยู่แล้วก็ยังไม่สามารถนับให้ถ้วนว่า ทั้งหมดตัวเราต่อเพลงหน้าพาทย์ทั้งหมดไปแล้วกี่เพลง ซึ่งเท่ากับว่าผมไม่ทราบจริงๆว่าเพลงหน้าพาทย์นั้นมีทั้งหมดกี่เพลง ส่วนที่ถามว่าทุกเพลงนั้นมีถ้ารำด้วยหรือไม่ ผมคิดว่าส่วนใหญ่จะมีท่ารำแต่อาจมีไม่ครบทุกเพลง
โดยปกติเพลงหน้าพาทย์จะแบ่งออกเป็น3 ระดับก็คือ เพลงหน้าพาทย์ชั้นต้น เช่น เพลงเชิด หรือ เพลงรัว ซึ่งเพลงพวกนี้ก็จะใช้ประกอบการแสดงอยู่แล้ว ดังนั้นส่วนใหญ่ก็จะมีท่ารำประกอบไป โดยอัตโนมัติ ส่วนระดับที่สองก็คือ เพลงหน้าพาทย์ชั้นกลาง เช่น เพลงเสมอข้ามสมุทร เพลงตระนิมิตร ก็จะคล้ายกับ เพลงหน้าพาทย์ชั้นต้น ก็คือส่วนใหญ่จะใช้ประกอบการเสดงโขนละครก็จึงเท่ากับมีท่ารำประกอบอยู่ในตัวเหมือนกัน ส่วนที่สำคัญก็คือระดับสุดท้าย หน้าพาทย์ชั้นสูง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเพลงตระประจำองค์ต่างๆ เช่น เพลงตระพระพิฆเนศวร หรือ เพลงองค์พิราพ เหล่านี้ก็มีท่ารำประกอบเหมือนกัน แต่ในบางเพลงเช่น เพลงตระพระปรคนธรรพ ตัวผมเองก็ไม่เคยเห็นใครรำ เพลงตระพระปรคนธรรพ แม้แต่ครั้งเดียว หรือว่าอาจจะมีแล้วตัวผมไม่เคยเห็นเองก็เป็นไปได้แต่ก็สรุปได้เลยว่าตาม ความคิดของผมนั้นเพลงหน้าพาทย์คงไม่มีท่ารำประกอบครบทุกเพลง
ส่วนคำถามสุดท้ายของคุณอมรัตน์ที่ถามว่า เพลงที่ยากที่สุดของนักดนตรีไทยนั้นคือเพลงอะไร ข้อนี้ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ เพลงที่เราไม่ถนัดนั่นแหละคือเพลงที่ยากที่สุด เพราะความจริงแล้วเพลงที่ยากๆ ถ้าเราขยันฝึกซ้อมให้มากๆ ผมคิดว่าก็คงจะไม่มีอะไรยากเกินความสามารถของเราไปได้ แต่อย่างไรก็ดีมันก็คงยังมีเพลงบางเพลงที่เล่นแล้วเรามีความรู้สึกว่า ยังเล่นไม่ค่อยได้ดีเหมือนเพลงอื่นๆ มันจึงเท่ากับว่า เพลงนั้นเป็นเพลงที่เราไม่ถนัดนั่นเอง ซึ่งมันก็หมายความว่า เพลงนั้นคือเพลงที่ยากสำหรับเรานั่นแหละ โดยทั้งหมดนี้ผมเขียนจากความรู้สึกของตัวผมเอง ส่วนคนอื่นๆก็คงจะคิดคล้ายๆกับตัวผม หรือถ้าไม่ใช่ก็ใกล้เคียงล่ะครับ...สวัสดี
ขุนอิน
12 ม.ค.53



