ไลฟ์สไตล์

วิกฤติราคาไข่ไก่รับปีเสือปัญหาซ้ำซากที่ถูกมองข้าม

วิกฤติราคาไข่ไก่รับปีเสือปัญหาซ้ำซากที่ถูกมองข้าม

11 ม.ค. 2553

ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มดิ่งลงอีก 10 สตางค์ หลังวันที่ 3 มกราคมปีเดียว ราคาไข่ไก่ลดลงไปแล้ว 10 สตางค์ ห่างกันเพียง 5 วันเท่านั้น ส่งผลให้ ณ วันที่ 8 มกราคม 2553 ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มซื้อขายกันเพียงฟองละ 2 บาทเท่านั

  เป็นการลดลงที่สอดคล้องกับที่ นายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ เคยคาดการณ์เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2553 ที่ผ่านมาว่า แนวโน้มราคาไข่ไก่จะลดลงต่ำกว่า 2 บาท สาเหตุมาจากปริมาณผลผลิตไข่ไก่กับอัตราการบริโภคของคนไทยไม่สอดคล้องกัน จะเห็นได้จากราคาไข่ไก่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมไข่คละหน้าฟาร์มขายฟองละ 2.60 บาท ลดลงเหลือเพียงฟองละ 2.20 บาท ถือเป็นโอกาสของผู้บริโภคที่จะได้รับประทานไข่ไก่ในราคาถูก

 ขณะที่สิ่งที่ตามมาคือ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ต้องเจ็บตัวจากภาวะการขาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เกษตรกรควรระมัดระวังและจำเป็นต้องปรับตัวรับสถานการณ์ในเบื้องต้นนี้ให้ดีที่สุด โดยควรปลดระวางแม่ไก่แก่ตามกำหนดที่ 72 สัปดาห์ อย่ายืดอายุไก่ยืนกรงออกไป และควรชะลอการเข้าลูกไก่ไข่เพื่อควบคุมปริมาณผลผลิตไข่ไก่ตั้งแต่ต้นทาง

 “หากภาครัฐปล่อยให้เกษตรกรต้องเผชิญชะตากรรมโดยลำพัง ส่งผลให้ราคาไข่ไก่ยังคงตกต่ำต่อเนื่อง ท้ายที่สุดเมื่อเกษตรกรอยู่ไม่ได้ต้องล้มเลิกอาชีพนี้ไป ในอนาคตผู้บริโภคก็อาจต้องบริโภคไข่ไก่ในราคาแพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน ภาครัฐจึงควรยื่นมือเข้าช่วยเหลือแก้ปัญหาอัตราการบริโภคอย่างจริงจัง” นายมงคล กล่าว

 เช่นเดียกับ นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่แห่งประเทศไทย (เจ้าของฟาร์ม “ไก่เทพฟาร์ม” จ.ฉะเชิงเทรา) เปิดเผย "คม ชัด ลึก" ว่า รู้รึกเสียใจต่อคณะกรรมการนโยบายไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (บอร์ดไก่ไข่) ที่มีประชุมเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ไม่หยิบยกเรื่องการแก้ปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำอย่างจริงจัง ทั้งที่ความจริงในปัจุบัน (8 ม.ค.2553) ราคาไข่ไก่ตกต่ำ ไข่คละหน้าฟาร์มเหลือเพียงฟองละ 2 บาทเท่านั้น จากเดิมปลายปีที่แล้วราคาอยู่ที่ฟองละ 2.40 บาท 

 "เวลาราคาไข่ไก่ขึ้นสูง อย่างช่วงระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม-3 กันยายน 2552 ราคาสูงสุด ทางกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์พยายามควบคุมราคา อ้างผู้บริโภคเดือดร้อน นานทีปีหนควรให้โอกาสเกษตรกรบ้าง เป็นเวลาสั้นๆ แต่พอเกษตรกรเดือดร้อนราคาไข่ไก่ตกต่ำ ทุกฝ่ายนิ่งไปหมด ผมไม่เข้าใจว่ามีความจริงใจหรือเปล่า แม้แต่การประชุมบอร์ดไก่ไข่ ซึ่งมีตัวแทนทุกฝ่ายก็ไม่ให้ความสำคัญ ทั้งที่ทุกฝ่ายทราบดีว่าช่วงเดือนธันวาคม 2552 ที่ผ่านมาราคาอาหารไก่ขึ้นไปแล้ว 30% อาหารไก่นั้นถือเป็นต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่ถึง 70% ทีเดียว" นายมาโนชกล่าว 

 นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่แห่งประเทศไทยกล่าวอีกว่า ในปี 2553 ไม่สามารถที่จะคาดการณ์ได้ว่า แนวโน้มราคาไข่ไก่จะดิ่งลงอีกหรือไม่ มีความเป็นไปได้ที่จะตกลงเหลือฟองละ 1.80 บาท หากทุกฝ่ายยังเมินที่จะแก้ปัญหา ปัจจัยหลายอย่าง อาทิ ที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ คนเดินทางกลับภูมิลำเนา รับประทานอาหารอย่างอื่น จึงไม่มีการซื้อขายเพิ่ม อีกปัจจัยหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้เลี้ยงรายใหญ่ผลิตออกมาจำนวนมาก แต่ขายไม่เป็น หาตลาดไม่ได้ ทำให้พ่อค้าคนกลางสบโอกาสกดราคาขึ้นมา ทั้งนี้หากราคาไข่ไก่ต่ำกว่าฟองละ 2.30 บาท เกษตรกรอยู่ไม่ได้ อย่างน้อยต้องฟองละ 2.50 บาท จึงจะอยู่ได้ ทางรอดของเกษตรกรตอนนี้ต้องลดปริมาณการเลี้ยงไก่ให้น้อยลง

  ก่อนหน้านี้นายมาโนชระบุว่า ตลอดปี 2552 สถานการณ์ราคาไข่ไก่ในประเทศไทยยังคงไม่มีเสถียรภาพ แม้ว่าผู้เลี้ยงไก่ไข่ร่วมมือหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้วยการส่งออกไข่ไก่เพิ่มขึ้น และปลดแม่ไก่ยืนกรงลง แต่ผู้เลี้ยงไก่ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐในการเพิ่มอัตราการบริโภคไข่ไก่ในประเทศ ส่งผลให้อุตสาหกรรมไก่ไข่ของไทยปี 2553 ยังคงน่าเป็นห่วง ด้วยหลายปัจจัย

 ประการแรก แม้บอร์ดไก่ (Egg Board) จะมีแผนยุทธศาสตร์ไก่ไข่ พ.ศ.2551-2555 จะเพิ่มปริมาณผู้บริโภคไข่ไก่ในหมู่คนไทย จากเดิมคนละ 160 ฟองต่อปี ให้เป็น 200 ฟองภายในปี 2555 แต่ในความเป็นจริงผ่านไป 1 ปี การบริโภคไข่ไก่ยังคงเท่าเดิม โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนไม่กระเตื้องขึ้น คือคนไทยยังบริโภคไข่ไก่วันละ 27-29 ล้านฟอง ประการที่สอง ราคาวัตถุดิบโดยเฉพาะอาหารสัตว์มีแนวโน้มสูงกว่าปีที่ผ่านมาค่อนข้างมาก และประการสุดท้าย สภาพเศรษฐกิจของไทยในปีหน้ายังไม่ชัดเจนว่าจะดีขึ้นหรือไม่

 นับเป็นปัญหาซ้ำซากอีกปัญหาหนึ่ง ที่เกิดขึ้นแทบทุกปี แต่รัฐบาลมักจะปล่อยให้เป็นชะตากรรมของเกษตรกร อย่างดีก็แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อนจะมีการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศเสียมากกว่า

นำเข้าพ่อ-แม่พันธุ์ไก่ไข่กว่า 4 แสนตัว

 การประชุมบอร์ดไก่ไข่ในวันที่ 7 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาจัดสรรการนำเข้าโควตาพ่อ-แม่พันธุ์ไก่ไข่ประจำปี 2553 ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้นำเข้าได้ 405,721 ตัว เท่ากับปีที่ผ่านมา โดยผู้ประกอบการ 9 ราย ประกอบด้วย บริษัทฟาร์มกรุงไทย จำกัด บริษัทแหลมทองฟาร์ม จำกัด บริษัทฟาร์มไก่พันธุ์เกิดเจริญ จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี บริษัทอาหารเบทเทอร์ จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดมชัยฟาร์ม บริษัทยูไนเต็ดฟิดติ้ง จำกัด บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และบริษัท ยู่ส่งอาหารสัตว์ จำกัด

 คณะกรรมการได้กำหนดเงื่อนไขให้ทั้ง 9 บริษัท จะต้องผลิตและส่งลูกไก่ให้กรมปศุสัตว์เก็บไว้เป็นส่วนกลางจำนวน 5 หมื่นตัว เพื่อจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่ไม่สามารถซื้อลูกไก่จากบริษัทเอกชนเหล่านี้ได้ คาดว่าจากจำนวนพ่อ-แม่พันธุ์ไก่ไข่ที่นำเข้าดังกล่าว จะมีไก่ยืนกรง 36.51 ล้านตัว ปริมาณผลิตไข่ไก่ปีละ 10,808 ล้านฟอง ในจำนวนนี้จะผลักดันให้ส่งออกได้ 350 ล้านฟอง ที่เหลือใช้บริโภคภายในประเทศ เฉลี่ยประมาณ 165 ฟองต่อคนต่อปี

 ส่วนสถานการณ์ราคาไข่ตกต่ำเหลือเฉลี่ยฟองละ 2.10 บาท ลดลงจากก่อนหน้านี้ที่มีราคาเฉลี่ยประมาณฟองละ 2.60-3.00 บาทนั้น ที่ประชุมระบุว่า สาเหตุมาจากผู้เลี้ยงบางรายไม่ยอมปลดไก่ยืนกรงที่มีอายุตั้งแต่ 80 สัปดาห์ขึ้นไป ทำให้มีผลผลิตไข่ออกสู่ตลาดมากเกินความต้องการ เทศกาลปีใหม่ส่วนใหญ่จะมีการบริโภคไข่น้อยกว่าช่วงอื่นๆ ทำให้ช่วงดังกล่าวมีไข่ล้นตลาดเฉลี่ยวันละ 1-2 ล้านฟอง ที่ประชุมเห็นว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงช่วงสั้นๆ ที่กลไกการตลาดจะสามารถควบคุมได้ แต่กระนั้นที่ประชุมได้ตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามสถานการณ์ หากราคาที่ขายได้ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตอย่างน้อย 20% ก็จำเป็นต้องคุมปริมาณการนำเข้าไก่พ่อ-แม่พันธุ์ หรือเลื่อนระยะเวลาการนำเข้าออกไป

ดลมนัส  กาเจ