ไลฟ์สไตล์

"เครื่องปั้นดินเผา"ชุมชนบ้านท่าโพธิ์ชูจุดขายลาย"ใบเมเปิล"บนกระถาง

"เครื่องปั้นดินเผา"ชุมชนบ้านท่าโพธิ์ชูจุดขายลาย"ใบเมเปิล"บนกระถาง

08 ม.ค. 2553

กว่า 10 ปี ที่เชื้อเพ็ญ ชนิดวัฒน์ ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องปั้นดินเผาบ้านท่าโพธิ์ เลขที่ 21/3 หมู่ 7 ต.ท่าโพธิ์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ได้ยึดอาชีพผลิตเครื่องปั้นดินเผาเพื่อการจำหน่ายในเชิงธุรกิจ หลังจากย้ายถิ่นฐานมาจากบ้านเกาะเกร็ด อ.เมือง จ.นนทบุรี

 พร้อมเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่และละแวกใกล้เคียงเข้ามาศึกษาเรียนรู้กระบวนการผลิตเครื่องปั้นดินเผาในโรงงานที่เธอพยายามเนรมิตให้เป็นแหล่งวิชาการด้านเครื่องปั้นดินเผาแบบครบวงจรเพื่อประโยชน์ต่อชนรุ่นหลังได้นำไปประกอบอาชีพและเผยแพร่ต่อไป

 ด้วยลักษณะที่เด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของหมู่บ้านในการผลิตเครื่องปั้นดินเผาบ้านท่าโพธิ์ในวันนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเริ่มจากเชื้อเพ็ญ ชนิดวัฒน์ หนึ่งในผู้ประกอบการเครื่องปั้นดินเผารายใหญ่ ที่มีแนวคิดส่งเสริมให้คนในชุมชนผลิตเครื่องปั้นดินเผาจากภูมิปัญญาของคนในพื้นที่เป็นสำคัญ พร้อมทั้งยังมีการจัดสอนการทำเครื่องปั้นดินเผาแก่ชาวบ้านในแถบนั้นให้สามารถนำความรู้ที่ได้กลับไปประกอบอาชีพเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้อย่างดี

 เชื้อเพ็ญย้อนอดีตให้ฟังว่าเดิมเป็นคนเกาะเกร็ด อ.เมือง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นชุมชนมีชื่อเสียงทางด้านเครื่องปั้นดินเผา ตนเองก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำเครื่องปั้นดินเผาที่นั่น แต่ภายหลังได้เข้ารับการบูรณะวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารที่ จ.พิษณุโลก ซึ่งในการบูรณะครั้งนั้นทำให้สังเกตเห็นว่าดินที่ จ.พิษณุโลก สามารถเผาในอุณหภูมิสูงถึง 900 องศาเซลเซียส ทำให้รู้ว่าดินที่นี่ มีคุณภาพดีมาก ด้วยประสบการณ์การปั้นดินเผาที่ได้มาจากบ้านเกาะเกร็ด ทำให้ได้มาตั้งรกรากอยู่ที่ชุมชนบ้านท่าโพธิ์นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

 เธอยอมรับว่าผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาของชุมชนบ้านท่าโพธิ์ ส่วนมากจะเป็นพวกเครื่องแต่งบ้าน กระถางต้นไม้ อ่างต่างๆ ที่ล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นมาจากจินตนาการของผู้ปั้นเองโดยทั้งสิ้น มิได้มีการลอกเลียนแบบลวดลายจากที่อื่นใด เพราะคิดว่าลายที่เกิดขึ้นจากจินตนาการของคนทำนั้นเป็นลายที่สวยงามบังเกิดจากภูมิปัญญาของผู้ปั้น ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่ายกย่องชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง  

 "รูปแบบของภาชนะดินเผาที่ติดตัวมาจากบ้านเกาะเกร็ด ได้แก่การทำกระถางต้นไม้ ซึ่งในช่วงระยะเวลานั้นได้รับความสนใจจากคนในชุมชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นกระถางต้นไม้คุณภาพดีสามารถระบายน้ำออกได้ค่อนข้างรวดเร็ว ทำให้มีผู้สนใจทั้งในพื้นที่และต่างจังหวัดมาซื้อ รวมทั้งมารับไปขายอีกทอดหนึ่ง จนทำแทบไม่ทัน อย่างลายรูปใบเมเปิลบนกระถาง ถือเป็นสัญลักษณ์เด่นของกลุ่ม ถ้าเห็นรูปนี้บนกระถางก็ต้องผลิตจากที่นี่เท่านั้น"

  ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาของเธอได้พัฒนารูปแบบให้มีความหลากหลายมากขึ้น แต่ที่ได้รับความสนใจจากลูกค้ามากที่สุด ได้แก่ ชุดรินน้ำ 12 โดยมีกลุ่มเป้าหมายเพื่อการตกแต่งบ้าน ทั้งนี้ชุดรินน้ำของชุมชนบ้านท่าโพธิ์ มีเอกลักษณ์เป็นรูปทรงอิตาลีและสามารถตอบสนองกับความต้องการของตลาดได้หลายระดับ ต่อมาได้พัฒนาตามความต้องการของผู้บริโภค ได้แก่ อ่างบัว แจกัน กระถาง รูปทรงต่างๆ เป็นต้น

 ในขณะที่ รศ.ดร.จิรวัฒน์ พิระสันต์ จากคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร หัวหน้าทีมวิจัย โครงการวิจัยการพัฒนาเครื่องปั้นดินเผาภูมิปัญญาของ 3 จังหวัดเหนือตอนล่าง (นครสวรรค์ พิษณุโลก และสุโขทัย) เผยจุดเด่นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาของชุมชนบ้านท่าโพธิ์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ว่าช่างส่วนใหญ่ไม่ได้ออกแบบรูปทรงและลวดลายด้วยตนเอง แต่มีความสามารถในการผลิตที่ตนเองถนัดที่เรียนรู้มาจากบรรพบุรุษที่ผสมผสานกับรูปแบบที่นำมาจากแหล่งอื่นๆ เช่น จากสื่อมวลชน หนังสือและต้นแบบที่พ่อค้านำมาให้ผลิตมาประยุกต์แบบจากประสบการณ์การทำงาน โดยสามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงคำนวณช่องไฟในการเขียนลายและประยุกต์ลวดลายได้อย่างลงตัว ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาบ้านท่าโพธิ์มีจำหน่ายอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท ได้แก่ การใช้สอย การประดับตกแต่งและของที่ระลึก สนนราคาตั้งแต่หลักสิบจนถึงหลักพัน

 ขั้นตอนผลิตเครื่องปั้นดินเผาบ้านท่าโพธิ์

 สำหรับขั้นตอนผลิตเครื่องปั้นดินเผาของชุมชนบ้านท่าโพธิ์นั้น เริ่มจากนำดินเหนียวมากองไว้เตรียมใช้งานเรียกว่ากองดิน จากนั้นซอยดินเหนียวแล้วนำไปพรมน้ำหมักค้างคืนโดยใช้ใบตองแห้งคลุมให้ดินชุ่มน้ำพอเหมาะ แล้วปั้นดินเหนียวเป็นก้อนๆ ประมาณ 1 ศอกนำไปวางไว้บนลานวงกลมแล้วใช้ควายย่ำให้ทั่วเรียกว่า "นวดดิน" ปัจจุบันพัฒนามาใช้เครื่องนวดแทนควาย ขั้นตอนต่อมานำดินที่นวดแล้วมาตั้งเป็นกองใหญ่แล้วเหยียบให้เป็นกองแบนลง ถ้าพบเศษวัสดุอะไรในดินก็หยิบออกมาแล้วนำผ้ามาคลุมดินไว้เพื่อรอการนำดินไปใช้ต่อไป แต่ปัจจุบันไม่ต้องเหยียบด้วยเท้าแล้ว เพราะผ่านการนวดดินด้วยเครื่อง

 จากนั้นนำดินมาปั้นเป็นแท่งกลมยาวเพื่อขึ้นรูปบนเป็นหมุนเรียกว่า "ก่อพิมพ์" เป็นการปั้นครึ่งล่างของภาชนะที่ปั้น ก่อนนำครึ่งล่างที่ปั้นเสร็จแล้วไปผึ่งให้หมาดๆ แล้วนำมาปั้นต่อให้เสร็จตามรูปแบบที่ต้องการเรียกว่า "ต่อบน" เมื่อปั้นเป็นรูปร่างเสร็จตามที่ต้องการแล้วนำไปขัดผิวให้เรียบโดยใช้ลูกสะบ้าขัดทำให้ผิวเรียบและมันก่อนนำไปตากให้แห้งจากนั้นนำไปเข้าเตาเผา ซึ่งเป็นเตาก่อด้วยอิฐ(ทำด้วยดินผสมทรายแกลบ) โดยใช้เวลาเผาประมาณ 2-3 วันในอุณหภูมิที่ 900 องศาเซลเซียสและต้องคอยใส่ฟืนในเตาตลอดทั้งวันทั้งคืนเพื่อให้ความร้อนสม่ำเสมอ

 เสร็จแล้วปล่อยทิ้งไว้ในเตาเผาประมาณ 2 คืนโดยค่อยๆ เปิดช่องว่างเพื่อระบายความร้อน เรียกว่า "แย้มเตา" จากนั้นนำภาชนะที่เผาเรียบร้อยแล้วออกจากเตาโดยคัดเลือกชิ้นผลิตภัณฑ์ที่มีสภาพดีนำไปจำหน่ายต่อไป

สุรัตน์ อัตตะ