ไลฟ์สไตล์

พอแล้วรวย - ผู้นำไทยกับปัญหาโลกร้อน

พอแล้วรวย - ผู้นำไทยกับปัญหาโลกร้อน

08 ม.ค. 2553

ในช่วงเวลาแห่งการฉลองปีใหม่ ซึ่งเป็นเวลาที่ทุกคนตั้งความหวังว่าชีวิตจะดีขึ้น “ปีใหม่ ชีวิตใหม่” แต่สำหรับอาจารย์ยักษ์ทุกๆ ปีใหม่นับแต่นี้ไป จะเป็นช่วงเวลาที่เราเดินทางเข้าใกล้คำว่า “วิกฤติ” มากขึ้นทุกที ไม่ใช่เป็นคนที่มองโลกใน “แง่ร้าย” แต่เป็นคนที่มองโล

 ยิ่งผลการประชุมของผู้นำโลกที่โคเปนเฮเกน เดือนธันวาคม ปีที่แล้ว ที่เถียงกันจนยังไม่มีข้อสรุปอะไรก็ยิ่งทำให้อาจารย์ยักษ์เชื่อว่า มนุษย์โลกกำลังพาตัวเองลงเหวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

 ถึงเวลานี้คงไม่ต้องไปสนใจแล้วว่าผู้นำประเทศอื่นเขาจะว่าอย่างไร เรามาดูผู้นำประเทศเราดีกว่าว่าจะเอาอย่างไร มีแผนอะไรที่จะนำพาประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤติไปได้

 นายกฯ อภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ผ่านเทเลพรีเซ็นต์หลังจบการประชุมที่โคเปนเฮเกนตอกย้ำจุดยืนว่า ประเทศไทยพร้อมให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าคนอื่นจะว่าอย่างไร เราต้องรับผิดชอบต่อโลก และจะบรรจุเรื่องนี้ลงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ที่จะเริ่มใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า คือปี 2555-2559

 นายกฯ อภิสิทธิ์ยังกล่าวในที่ประชุมประจำปีสภาพัฒน์ เพื่อเตรียมจัดทำแผนฯ 11 เร็วๆ นี้ว่า “การพัฒนาประเทศต้องพิจารณาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กัน โดยมองถึงแนวโน้มและความเป็นไปได้ของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยบนพื้นฐานความเป็นจริงมากขึ้น เพราะแผนพัฒนาฉบับที่ 11 จะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับภาวะที่ยากลำบาก ก่อนเข้าสู่การฟื้นตัว”

 นัยว่าแผนฯ 11 จะมีสาระสำคัญๆ 5 เรื่อง ได้แก่ “ความท้าทายหลังวิกฤติเศรษฐกิจโลก การส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ การเตรียมรับมือกับภาวะโลกร้อน การปรับกระบวนการพัฒนาสังคมใหม่ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง และการสร้างแนวทางสัญญาประชาคม พร้อมกับยังเน้นการพัฒนาบนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"

 ในฐานะที่อาจารย์ยักษ์เป็นคนเขียนแผนชาติมาก่อน ไม่อยากจะบอกว่า นี่เป็น “วาทกรรม” ที่สวยหรูอีก 1 ฉบับเอาไว้ประดับหิ้ง อยากถามท่านที่เกี่ยวข้องว่า ตั้งแต่แผนฯ 1 ที่เริ่มใช้ในปี 2504 จนถึงแผนฯ 10 ที่กำลังใช้กันอยู่นี้ มีรูปธรรมอะไรบ้างที่เป็นไปตามแผน

 เวลาล่วงเลยมาเกือบ 50 ปี อยากถามว่า ประเทศไทยรวยขึ้นหรือจนลง เราพัฒนากันจนป่าไม้เมืองไทยจากที่เคยมี 80% ตอนนี้แทบเหลือไม่ถึง 17% อาจารย์ยักษ์เพิ่งกลับจากเขาค้อ และ จ.เลย เห็นป่าไม้ประเทศไทยแล้วอยากจะร้องไห้ มันเหี้ยนยิ่งกว่าหัวเณร แทบไม่มีป่าให้เห็นแล้ว ถ้าไม่ใช่รีสอร์ท ก็เป็นไร่ข้าวโพด ไร่มันสำปะหลัง หรือแม้แต่ส่วนที่เป็นวนอุทยานที่ยังมีป่าให้เห็น ก็แทบหาต้นไม้ใหญ่ๆ ไม่เจอเลย

 ไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมท่านทราบหรือเปล่าว่า ป่าถูกเปลี่ยนเป็นที่กินลมชมวิวของคนรวย หรือไม่ก็เป็นไร่เกษตรเชิงเดี่ยวปลูกพืชที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ จนประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยถูกกล่าวหาว่าเป็น “ตัวการ” สร้างปัญหาโลกร้อนไม่ยิ่งหย่อนกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว

 อย่างไรก็ตาม ท่านนายกฯ ก็ยังเน้นว่า การพัฒนาของไทยยังไงก็ยังต้องก้าวให้ทันกระแสโลกาภิวัตน์ อาจารย์ยักษ์สงสัยว่า ก็เพราะโลกาภิวัตน์มิใช่หรือ เราจึงมีปัญหาโลกร้อน แล้วอย่างนี้แนวทางการพัฒนาประเทศของท่านจะทำให้โลกมัน “เย็นลง” หรือ “ร้อนขึ้น” กันแน่

 ท่านนายกฯ ช่วยตอบผมหน่อยได้ไหมครับ!!!

อาจารย์ยักษ์ ณ มหา’ลัยคอกหมู