ไลฟ์สไตล์

เงินเป็นแสน ไม่มีจะคืน

เงินเป็นแสน ไม่มีจะคืน

07 ม.ค. 2553

คุณแม่ของดิฉันถูกเรียกเก็บเงินจากกรมบัญชีกลางจำนวนเงินประมาณ 339,000 บาท ซึ่งเป็นเงินบำนาญของคุณพ่อที่เสียชีวิตในราชการ เครื่องบินตกที่กองบิน 4 อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว จากเดือนละ 800 บาท เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็น 6,000 กว่าบาท

ปัญหาเกิดเพราะกรมบัญชีกลาง ได้ทำเรื่องเรียกเงินคืนจำนวน 339,000 บาท และเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 และต้องนำเงินไปชำระก่อนในอัตราร้อยละ 20 ของยอดเงินที่เรียกเก็บ ซึ่งทางกรมบัญชีกลางแจ้งว่า มีการออกกฎระเบียบข้อบังคับมา ถ้าคุณแม่มีงานทำ จะไม่ได้รับเงินบำนาญของคุณพ่อในบางส่วน และกฎข้อนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2547 แต่เป็นความผิดพลาดของกรมบัญชีกลางเองที่มีการสั่งจ่ายเงินมาให้ตลอดจนถึงเดือนตุลาคม 2552 ที่ผ่านมา
 ดิฉันไม่เข้าใจว่า ทำไมคุณแม่ต้องเป็นคนจ่ายเงินจำนวนนี้คืน และทำไมต้องมีการเก็บดอกเบี้ย ในเมื่อเป็นความผิดของทางกรมบัญชีกลางที่สั่งจ่ายมาให้ แต่ถ้าจะมาบอกว่า มีกฎบังคับใช้อยู่ในปี 2547 ก็แล้วทำไมผู้รักษากฎถึงได้มีการเบิกจ่ายเงินจำนวนนี้มาให้ และปัดความรับผิดชอบมาให้คนที่ไม่รู้กฎระเบียบนี้ด้วย เงินจำนวนนี้อาจจะดูน้อยสำหรับกรมบัญชีกลาง แต่มากมายสำหรับคุณแม่และครอบครัว
 แค่เงิน 20% ที่ต้องจ่ายก่อน พวกเรายังไม่มี แล้วจะหาเงินจำนวน 339,000 บาท ไปคืนกรมบัญชีกลางได้อย่างไร อยากให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะไม่ใช่แค่คุณแม่เท่านั้นที่ถูกเรียกเก็บ ยังมีอีกหลายคนที่ถูกเรียกเก็บ หรือว่าเงินในคลังหมดแล้วจึงมาเรียกเก็บจากประชาชนที่เป็นหนี้โดยไม่รู้ตัว เพราะกรมบัญชีกลางให้ไปเซ็นรับสภาพเป็นหนี้ด้วยค่ะ
อโณทัย / ชัยนาท
ตอบ
 สำนักบริหารการรับจ่ายเงินภาครัฐ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า ตาม พ.ร.ก.เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) พ.ศ. 2521 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 5 บัญญัติว่า ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดบำนาญไม่มีสิทธิได้รับ ช.ค.บ. ตามมาตรา 3 หรือมาตรา 4 ถ้าเข้ารับราชการ หรือกลับเข้ารับราชการ หรือเข้าทำงานหรือกลับเข้าทำงานสังกัดราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรือราชการส่วนท้องถิ่น การขอรับเงิน ช.ค.บ. ให้ผู้มีสิทธิ ยื่นคำขอเบิกเงิน ช.ค.บ. ตามแบบที่กระทรวงการคลังกำหนดในระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. 2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
 จากการตรวจสอบข้อมูลกรณีนี้ ปรากฏว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับบำนาญตกทอดของบิดา ในฐานะทายาท (บุตร) และต่อมาเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2547 มีการแก้ไขกฎหมาย โดยปรับเงิน ช.ค.บ.เพิ่มขึ้นโดยรวมกันแล้วให้ได้รับจำนวน 5,100 บาท และส่วนราชการต้นสังกัดได้เบิกเงิน ช.ค.บ.ให้แก่ผู้ร้องมาโดยตลอด โดยมิได้ตรวจสอบ หรือปฏิบัติตามข้อกำหนดตามกฎหมายและระเบียบของกระทรวงการคลัง
 จนกระทั่งเมื่อเดือนตุลาคม 2549 กรมบัญชีกลางได้ดำเนินการจ่ายตรงบำนาญพิเศษ และบำนาญตกทอด จึงทำให้มีฐานข้อมูลของผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญและทายาทอยู่ในระบบ และเมื่อรัฐบาลมีโครงการช่วยเหลือบุคลากรภาครัฐผู้มีรายได้น้อย และผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ โดยการจ่ายเช็คช่วยชาติ คนละ 2,000 บาท
 จากการประมวลผลข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ของกรมบัญชีกลาง ปรากฏว่า ผู้ร้องมีสิทธิรับเช็คช่วยชาติ เนื่องจากเป็นผู้รับบำนาญพิเศษในฐานะทายาท และมีสิทธิได้รับเช็คช่วยชาติในฐานะลูกจ้างประจำของกองทัพอากาศ นั่นหมายความว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับเงิน ช.ค.บ.
 ทางกรมบัญชีกลางจึงได้มีหนังสือแจ้งให้สัสดีจังหวัดชัยนาท เรียกเงิน ช.ค.บ. ในส่วนที่ไม่มีสิทธิคืน ตามนัยหนังสือกรมบัญชีกลาง ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 เพื่อเป็นการช่วยเหลือในกรณีที่ไม่สามารถชำระเงินคืนทั้งจำนวนได้ ก็สามารถผ่อนชำระหนี้ ตามประกาศกระทรวงการคลัง
 สำหรับ "ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ" ที่มีสิทธิได้รับเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท แต่ไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน หรือไปรับที่กรมบัญชีกลางไม่ทัน ให้ตรวจสอบรายชื่อใน เว็บไซต์กรมบัญชีกลาง คาดว่า ยังมีอีกเยอะที่ไม่รู้ตัว

ลุงแจ่ม