ไลฟ์สไตล์

โลกใบนี้ดนตรีไทย-คำถามของ คุณอมรรัตน์

โลกใบนี้ดนตรีไทย-คำถามของ คุณอมรรัตน์

05 ม.ค. 2553

ฉบับนี้ต้องบอกว่าเป็นฉบับปฐมฤกษ์ ต้อนรับปีขาลหรือปีเสือ ก็คงไม่ต้องกล่าวอวยพรให้แก่ท่านผู้อ่านแล้ว เพราะเนื่องจากฉบับที่แล้วผมก็ได้อวยพรให้แก่ท่านผู้อ่านทุกท่านไปแล้ว แต่ถ้าจะว่ากันจริงๆ พรจากใครที่ไหน

 มันก็คงไม่เท่ากับการที่เราประพฤติตัวให้อยู่ใน ทำนองคลองธรรม และที่สำคัญก็คือ การเป็นคนที่มีจิตใจที่ดี ไม่คิดอาฆาตมาดร้ายหรือริษยาผู้อื่น เพราะคนเราถ้าคิดแต่เรื่องที่ดีมันก็ต้องมีแต่สิ่งที่ดีเข้ามาอยู่ในชีวิตของเรา ดังนั้นผมคิดว่า ถ้าเราทำตัวเราให้ดีมีคุณค่าแล้ว มันก็จะเป็นสิ่งที่ดีกว่าให้ใครๆ มาอวยพรให้แก่เรา เพราะเราก็ไม่รู้ว่าคำอวยพรมันจะมีจริงเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ทำดีได้ดี มักจะมีให้เห็นอย่างแน่นอน

 คราวนี้ผมก็จะกลับเข้าไปตอบคำถามที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยฉบับนี้มีคำถามที่ดีมากๆ จากคุณ AMONRAT ซึ่งผมเข้าใจว่าชื่อไทยก็คงจะเป็น คุณอมรรัตน์ ซึ่งถามคำถามเข้ามาทาง hi5 ของผมถึง 5 คำถามด้วยกัน และก็เป็นคำถามที่ดีทุกๆ ข้ออีกด้วย  ดังนั้น เพื่อมิให้เป็นการเสียเวลาและเสียพื้นที่  ผมก็จะเริ่มตอบไปทีละข้อพร้อมๆ กับคำถามควบคู่กันไปเลยนะครับ

 ข้อแรก คุณอมรรัตน์ถามว่า เพลงสาธุการทำไมถึงชื่อสาธุการ และเป็นการสักการะครูด้วยการเล่นเพลงแทนการยกมือไหว้ ใช่หรือเปล่า 

 ข้อนี้ความจริงแล้วผมได้เคยเขียนเรื่องประวัติเพลงสาธุการไปแล้ว ถ้าใครเคยอ่านก็จะทราบดีว่า เพลงสาธุการเป็นการบรรเลงเพื่ออัญเชิญ องค์พระพุทธเจ้า ให้เสด็จลงมาจากพระเกศาพระอิศวร ซึ่งการบรรเลงในครั้งนั้นถือว่าเป็นการบรรเลงเพลงสาธุการเป็นครั้งแรก และก็ถือว่าเป็นประวัติหรือตำนานของเพลงสาธุการ ซึ่งผู้บรรเลงก็จะเป็นคนธรรพ์ หรือเทพยดาที่เป็นนักดนตรีอยู่บนสวรรค์ และเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จลงมา เหล่าเทพยดาทั้งมวลก็ต้องยกมือไหว้พระพุทธเจ้า จึงทำให้เพลงสาธุการเป็นเพลงที่มีความหมายของการไหว้ 

 ต่อมาภายหลังเพลงสาธุการนิยมจึงใช้ประกอบในการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ทุกชนิดไปโดยปริยาย แต่ถ้าถามว่า เพลงสาธุการทำไมถึงชื่อสาธุการ ตามความคิดผมเนื่องจากว่าเป็นการอัญเชิญพระพุทธเจ้า ซึ่งจะตรงกับคำว่านมัสการ และเนื่องจากเหล่าเทวดาต้องยกมือไหว้ จึงได้เปลี่ยนจากนมัสการเป็นสาธุการ

 ส่วนที่ว่า เป็นการสักการะครูด้วยการเล่นเพลงสาธุการแทนการยกมือไหว้หรือเปล่า ก็คงต้องตอบว่าไม่ใช่  เพราะการยกมือขึ้นไหว้ก็คือกิริยาอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถใช้เพลงทดแทนได้ ดังนั้นเพลงสาธุการจึงเป็นแค่เพลงที่ใช้ประกอบการไหว้มากกว่า

 ข้อที่ 2 คุณอมรรัตน์ถามว่า ทำไมยักษ์ถึงใช้เพลงกราวในและทำไมลิงถึงใช้เพลงกราวนอก แต่ความเข้าใจของหนูคิดว่า ยักษ์อยู่ในวัง ส่วนลิงอยู่นอกวัง  

 สำหรับคำถามข้อนี้ ต้องขอบอกว่าตอบยากมาก เพราะเนื่องจากยังไม่มีใครระบุเหตุผลหรืออธิบายแน่ชัดเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ความคิดของผมคิดว่า ถ้าถามความรู้สึกของนักดนตรีปี่พาทย์ทุกคน ในเรื่องของการยกทัพหรือเดินทัพ ถ้าพูดถึงยักษ์ก็จะนึกถึงเพลงกราวใน แต่ถ้ามนุษย์และวานรก็จะนึกถึง เพลงกราวนอก ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ถูกปลูกฝังลงไปในความรู้สึกซึ่งก็ยากที่จะอธิบาย แต่ในความคิดของผมนั้นคิดว่าครูดนตรีไทยโบราณในยุคแรกคงจะเป็นผู้กำหนดขึ้นมาตามความเหมาะสมจากจังหวะการตีกลองทัด โดยจังหวะของการตีกลองทัดในเพลงกราวใน จะเป็นจังหวะที่มีความห่าง และค่อนข้างตรงกับจังหวะปกติ ซึ่งจะเหมาะสมกับการย่ำเท้าของยักษ์ที่ตัวใหญ่และเชื่องช้ากว่ามนุษย์หรือวานร และเพลงกราวนอกจังหวะการตีกลองทัดก็จะกระชับ และฟังแล้วรู้สึกกระฉับกระเฉง ซึ่งเหมาะสมกับการย่ำเท้าของมนุษย์หรือวานร

 ทั้งหมดนี้คงเป็นเหตุให้ครูดนตรีไทยในยุคแรกจึงได้กำหนดให้เพลงกราวในใช้กับพวกยักษ์ และเพลงกราวนอกใช้กับมนุษย์หรือวานร แต่อย่าลืมว่านี่คือความคิดของผมเพียงเท่านั้น

 ส่วนที่คุณอมรรัตน์คิดว่า ยักษ์อยู่ในวังจึงใช้เพลงกราวใน ส่วนลิงอยู่นอกวังจึงใช้เพลงกราวนอกนั้นใช่หรือไม่ อันนี้ผมก็คิดว่ามันก็มีส่วนที่เป็นไปได้ ซึ่งยักษ์ก็คงหมายถึง ทศกัณฐ์ ที่อยู่ในเมืองลงกา ส่วนพระรามตอนแรกจะอยู่ที่เมืองอโยธยาก่อนที่จะย้ายเข้าไปอยู่ในป่ากับเหล่าทหารวานร 

 ดังนั้น ความคิดของคุณอมรรัตน์ ก็มีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกัน และก็อาจจะเป็นความคิดที่ไม่มีใครเคยคิดมาก่อนอีกด้วย

 ข้อที่ 3 คุณอมรรัตน์ ถามว่า ใครเป็นผู้คิดคำว่าเพลงหน้าพาทย์ ข้อนี้ตอบง่ายมากครับ ว่าไม่ทราบว่าใครเป็นผู้คิด และก็คงไม่มีใครทราบอย่างแน่นอน แต่ความหมายของคำว่า เพลงหน้าพาทย์ ก็คือเพลงที่ใช้ประกอบการแสดงกิริยาต่างๆ ทั้งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน เช่น การประกอบกิริยาที่มีตัวตนก็จะจัดอยู่ในจำพวกการประกอบการแสดงโขน ละคร หรือลิเก ตัวอย่างเช่นเพลงเชิดก็จะใช้ประกอบกิริยาการเดินทางไปหรือมา เพลงรัว ใช้ประกอบการแสดงอิทธิฤทธิ์ เพลงโอด ใช้ประกอบกิริยาร้องไห้ ส่วนที่ไม่มีตัวตนก็คือ ใช้ประกอบกับการทำพิธีต่างๆ เช่น ไหว้ครู โดยจะใช้ประกอบในการอัญเชิญเทพ หรือบรมครู ให้เสด็จสู่พิธี ณ ที่นั้นๆ ซึ่งเหล่านี้ก็คือเพลงหน้าพาทย์ที่ประกอบกิริยาที่ไม่มีตัวตนหรือเรียกอีกแบบหนึ่งว่า หน้าพาทย์สมมติ

 เอาล่ะครับ สำหรับฉบับนี้ก็คงต้องเอาไว้แค่นี้ก่อน เอาไว้ฉบับหน้าผมจะมาตอบคำถามที่ดีๆ ของ คุณอมรรัตน์ ที่ค้างอยู่อีก 2 ข้อนะครับ...สวัสดี

 ขุนอิน