
สาวยุคใหม่เลือกสวยด้วย "นวัตกรรมความงาม"
จะอายุก้าวเข้าสู่หลักอะไร "ผู้หญิง" ก็ต้องการให้ตัวเองสวยสมวัยอยู่เสมอ โดยเฉพาะผิวพรรณทั้งใบหน้าและเรือนร่าง ที่มักจะสรรหาสารพัดวิธีมาเป็นตัวช่วยให้เปล่งปลั่งสดใสอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเหมือนใบเบิกทาง ที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมด้านความงามในหลากหลายรูปแบบ
เมื่อความรวดเร็วเข้ามาเป็นตัวเร่งรัดและบีบบังคับให้สาวๆ อยากจะสวยแบบทันใจ สถานเสริมความงามต่างๆ จึงพยายามเสาะหาวิธีสรรค์สร้างความงามแบบเร่งด่วนมาตอบสนองผู้บริโภค ซึ่ง "บ็อบบี้" นิวัฒน์ กิตติชัยวงศ์ กับอดีตที่เคยทำธุรกิจเสาเข็ม และต้องเดินทางไปต่างประเทศอยู่บ่อยๆ ทำให้เขาได้เห็นนวัตกรรมทางด้านความงาม ที่ดีต่อสุขภาพและร่างกายของมนุษย์ ประกอบการรักสวยรักงามของหญิงสาวในปัจจุบัน ทำให้เขาศึกษานวัตกรรมดังกล่าวอย่างเจาะลึก กระทั่งกลายเป็นหนุ่มใหญ่ที่รอบรู้เรื่องความงามไปโดยปริยาย และผันตัวเองมานั่งแท่นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โฮลิสติก เมดิคอล เซ็นเตอร์ คลินิกแพทย์ทางเลือกชั้นนำของประเทศไทย
"ทุกวันนี้ถามว่าผู้หญิงห่วงเรื่องสุขภาพหรือความงามมากกว่ากัน ร้อยละ 90 ต้องเลือกที่จะสวยไว้ก่อน เพราะหน้าตาเป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่ว่าจะในเรื่องของการสมัครงานหรือการพบปะผู้คนในสังคม ดังนั้นด้วยความที่ผมเดินทางบ่อย ผมก็ได้เห็นนวัตกรรมความงามที่หลากหลายจากต่างประเทศ ผมก็เอามาศึกษาว่านวัตกรรมแบบไหนที่จะเหมาะกับบ้านเรา ซึ่งสิ่งที่ผมเลือกจะต้องดีที่สุดและทันสมัยที่สุด อย่างเครื่องออกกำลังกายไฮพ็อกซี่ (การปั่นจักรยานโดยใช้ระบบสุญญากาศ) ต่างประเทศเขาใช้กันมา 4 ปีแล้ว แต่ไทยเราเพิ่งจะเอาเข้ามาใช้
การใช้เลเซอร์เสริมความงาม ตอนนี้พูดได้เลยว่าตลาดใหญ่มาก มีร้านมากมายที่สามารถให้สาวๆ เดินเข้าไปทำ แต่สิ่งที่กำลังมาแรงในต่างประเทศตอนนี้ คือ สเต็มเซลล์ ซึ่งประเทศไทยยังไม่ได้รับการยอมรับให้นำสเต็มเซลล์มาใช้กับคน แต่ต่างประเทศเขาใช้กันมานานมากแล้ว เพราะเขาไม่ได้มีกฎหมายห้ามเหมือนบ้านเรา ผมบอกได้เลยว่าตอนนี้มีคนไทยหลายคน ที่ยอมจ่ายเงินเพื่อไปฉีดสเต็มเซลล์เพียงไม่กี่เข็มที่ต่างประเทศ เพราะผลที่เขาได้รับกลับมานั้นคุ้มค่ากับการจ่าย สเต็มเซลล์ไม่ได้มีเพื่อการรักษาความเจ็บป่วยทางร่างกายเพียงอย่างเดียว สำหรับผู้หญิงจะช่วยให้ผิวพรรณสวยใสขึ้น แต่ทุกอย่างที่ทำนั้นอยากจะให้รู้ว่า ไม่มีอะไรเป็นยาวิเศษ สำหรับมนุษย์" ผู้บริหารที่รอบรู้ด้านความงามและสุขภาพแจง
ด้วยไลฟ์สไตล์ของหนุ่มสาวในปัจจุบันที่เร่งรีบ ทำให้ความเสื่อมสภาพของร่างกายและผิวพรรณลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการรับประทานวิตามิน การทำดีท็อกซ์ จึงเป็นเพียงแค่การพยุงร่างกายให้อยู่ในสภาพที่คงที่เท่านั้น ในขณะที่การฉีดสเต็มเซลล์นั้นจะเข้าไปช่วยสร้างในส่วนที่ร่างกายเสื่อมสภาพ และแน่นอนว่าสเต็มเซลล์ย่อมนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายที่สูงพอสมควร
"การฉีดสเต็มเซลล์แน่นอนว่ามีค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก แต่ถามว่าสูงหรือเปล่าอันนี้พูดยาก เพราะ 5 ล้านบาทสำหรับบางคนบอกไม่แพง ในขณะที่บางคนก็บอกว่าแพงมาก สเต็มเซลล์จะฉีดในปริมาณเข็มละ 2 ML แยกตามอวัยวะทุกส่วนของร่างกายคนไม่ว่าจะเป็น ม้าม ผิวหนัง เล็บ ผม ตับ ไต ฯลฯ อย่างคนเอเชียที่มักจะไปฉีดกันส่วนมากจะเป็น ตา แก้ปัญหาตาตก ผิวหนัง เพื่อให้ผิวเปล่งปลั่ง ซึ่งไลฟ์เซลล์ตัวนี้ก็มาจากแกะสายพันธุ์ Merino เพียงสายพันธุ์เดียว เมื่อแม่แกะตั้งครรภ์ได้ 18 เดือนพอดี เขาก็จะฆ่าแกะเพื่อเอาลูกออกมา แล้วแยกส่วนต่างๆ ของลูกแกะเพื่อนำมาทำสเต็มเซลล์ เพราะเหตุนี้ประเทศไทยเราถึงไม่ยอมรับและไม่อนุญาตให้ใช้วิธีการนี้ในประเทศ ดังนั้นคนไหนที่อยากทำจึงต้องเดินทางไปต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ซึ่งนวัตกรรมนี้ถือเป็นเทรนด์ความงามที่หลายคนนิยม ถามว่าจะต้องฉีดกันกี่เข็ม อันนี้แล้วแต่ความต้องการของแต่ละคน เพราะบางคนอาจจะฉีดทุก 2-3 ปีก็ได้" บ็อบบี้กล่าว
ไม่เพียงแต่การฉีดสเต็มเซลล์เท่านั้น แต่ปัจจุบันยังมีการใส่ด้ายทองภายใต้ผิวหนัง เพื่อช่วยให้ผิวหนังสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ยกกระชับผิวให้เต่งตึง ลดเลือนริ้วรอย โดยไม่ต้องผ่าตัดสามารถเห็นผลภายใน 3-6 เดือน
"การใส่ด้ายทองเมื่อเราใส่เข้าไป ร่างกายจะรู้ว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้ามา ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนมาหุ้มเส้นทองพวกนั้น เมื่อคอลลาเจนเพิ่มขึ้นก็จะยกผิวหนังขึ้นไป ความหย่อนคล้อยก็ลดลง ซึ่งวิธีการทำเราจะใช้เข็มขนาด 0.1 MM ใส่ด้ายทองแล้วฉีดเข้าไป โดยมากจะฉีดกัน 3 เส้น ซึ่งหมอจะไม่ฉีดให้เยอะกว่านี้ แต่การใส่ด้ายทองยังไม่เป็นที่นิยมกันเท่าไร วิธีนี้ต่างประเทศทำมา 40 ปีแล้วนะ ถ้าดูจากวิดีโอจะเห็นว่าน่ากลัว แต่เข็มที่ฉีดเล็กมากหลังจากฉีดสามารถไปเดินช็อปปิ้งได้เลย" เจ้าพ่อความงามอธิบาย
แม้จะมีเพื่อนชาวต่างชาติทักอยู่เสมอว่า ทำไมถึงนำเอานวัตกรรมความงามเก่าๆ มาใช้ ซึ่งบ็อบบี้มองว่า นวัตกรรมเหล่านี้ถึงแม้จะเก่าแต่ได้รับการพัฒนาและผ่านการค้นคว้าและวิจัยจากสถาบันชั้นนำในต่างประเทศ จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมาแล้วนักต่อนัก ดังนั้นการนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ในประเทศไทย ไม่ได้หมายความว่าประเทศของเราล้าหลัง แต่เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่ผู้ที่รักความสวยความงาม



