
ตามวช.ลัดเลาะ"เหนือตอนล่าง"ดูงานดินเผา-ปลูกข้าวปลอดสาร
เป็นที่รู้กันดีว่าการวิจัยมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ แต่ยังมีปัญหาในการนำผลงานวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ประชาชนไม่ได้รับรู้ข่าวสารการวิจัยและการส่งเสริมที่จะนำผลการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้เองสำนักงานคณะกร
"ท่องโลกเกษตร" อาทิตย์นี้ก็เป็นอีกครั้งมีโอกาสร่วมทริปไปกับคณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ นำโดยกฤษณ์ธวัช นพนาคีพงษ์ รองเลขาธิการ ลงพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างเพื่อเยี่ยมชมกิจกรรมของกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาตามโครงการวิจัยการพัฒนาเครื่องปั้นดินเผา ภูมิปัญญาของ 3 จังหวัด ได้แก่ กลุ่มเครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ ต.บ้านแก่ง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ กลุ่มเครื่องปั้นดินเผาบ้านท่าโพธิ์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก และกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาบ้านเกาะน้อย ต.หนองอ้อ อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย โดย รศ.ดร.จิรวัฒน์ พิระสันต์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และคณะได้ร่วมกันวิจัยเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2551
จากนั้นเดินทางไปดูงานกลุ่มทำนาปลอดสารพิษบ้านมาบกระเปา ต.หนองโสน อ.สามง่าม จ.พิจิตร โดย วช.ได้ให้ทุนแก่ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามในการทำโครงการประยุกต์แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวสามารถผลิตข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษ 100% และเป็นผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดส่งจำหน่ายในห้างดังทั้งใน จ.พิจิตรและกรุงเทพฯ ภายใต้ตราสัญลักษณ์ข้าวหอมนิล "บุญทิพย์"
กฤษณ์ธวัช นพนาคีพงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการนำคณะสื่อมวลชนดูงานครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเผยแพร่สู่สาธารณชนเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและนำผลงานวิจัยไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมให้ดีขึ้น โดยอาศัยสื่อมวลชนเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่องค์ความรู้ทางการวิจัย นโยบายและพันธกิจของ วช.ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการนำผลงานวิจัยกลับสู่ภาคประชาสังคมเพื่อประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด
"อย่างโครงการวิจัยเครื่องปั้นดินเผา เป็นการนำ 3 กลุ่มเด่นในภาคเหนือตอนล่างมาหาจุดเด่นจุดด้อยของกันและกัน ทั้งในเรื่องกระบวนการผลิต ตัวผลิตภัณฑ์ การจัดจำหน่าย การตลาด ตลอดจนลวดลายต่างๆ ภายใต้การดูแลประสานงานโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนเรศวร เมื่อสมาชิกของแต่ละกลุ่มได้รู้จักกัน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ต่อไปก็จะง่ายในการดำเนินการด้านต่างๆ" รองเลขาธิการ วช.เผยข้อดี
ขณะที่ รศ.ดร.จิรวัฒน์ พิระสันต์ มหาวิทยาลัยนเรศวร หัวหน้าทีมวิจัย โครงการวิจัยการพัฒนาเครื่องปั้นดินเผาภูมิปัญญาของ 3 จังหวัดเหนือตอนล่าง (นครสวรรค์ พิษณุโลกและสุโขทัย) เผยว่าการวิจัยครั้งนี้เป็นการสืบค้นข้อมูลทางด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นย้อนหลังไปประมาณ 100 ปีของแต่ละชุมชน โดยมุ่งเน้นการสืบค้นจากปราชญ์ท้องถิ่น เพื่อจะได้นำมาเปรียบเทียบกับปัจจุบันถึงความเหมือนและแตกต่าง อย่างเช่นภูมิปัญญาการทำเครื่องปั้นดินเผาของชุมชนบ้านมอญพบว่าเป็นการเรียนรู้ภูมิปัญญาด้วยการบอกให้ทำ เมื่อมีความชำนาญผู้ที่ปั้นได้ก็จะใช้หลักครูพักลักจำในงานอื่นๆ ที่พบเห็นแล้วนำมาพัฒนาต่อยอดในงานของตัวเอง
ในขณะที่ภูมิปัญญาของบ้านท่าโพธิ์ ช่างส่วนใหญ่ไม่ได้ออกแบบรูปทรงและลวดลายด้วยตัวเอง แต่มีความสามารถในการผลิตที่ตนเองถนัด ซึ่งได้เรียนรู้มาจากบรรพบุรุษผสมผสานกับรูปแบบที่นำมาจากแหล่งอื่นๆ ส่วนชุมชนบ้านเกาะน้อยยังมีการทำน้ำเคลือบที่เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยสูตรทำน้ำเคลือบมักจะเป็นความลับในกลุ่มเฉพาะเครือญาติเท่านั้น
หัวหน้าทีมวิจัยคนเดิมยังระบุอีกว่า จากผลงานวิจัยดังกล่าวยังสามารถจัดทำแผนที่ท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมเพื่อเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาในแต่ละกลุ่ม ซึ่งใช้ระยะเวลาเดินทางเพียง 1-2 วัน โดยเริ่มจากใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1182 ไปสู่ชุมชนบ้านมอญ จากนั้นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 101 ไปยังชุมชนบ้านทุ่งหลวงโดยมีระยะทางประมาณ 130 กิโลเมตรแล้วต่อไปยังชุมชนบ้านเกาะน้อยอีกประมาณ 80 กิโลเมตร ก่อนต่อไปยังปลายทางชุมชนบ้านทุ่งโพธิ์ ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมที่น่าจะไปได้ดี
จากนั้นทั้งหมดเดินทางไปยังบ้านมาบกระเปา ต.หนองโสน อ.สามง่าม จ.พิจิตร เพื่อดูงานแผนการวิจัยประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจเพื่อพัฒนาท้องถิ่น โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ภายใต้การนำของ ดร.ถาวร พงษ์พานิช ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา ในฐานะหัวหน้าทีม ซึ่งแผนงานดังกล่าวจะประกอบไปด้วย 5 โครงการ
อาทิ การพัฒนชุดฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความตระหนักในการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาองค์ความรู้ของชุมชนโดยชุมชนเองเพื่อให้เห็นการลดต้นทุนของการทำการเกษตรแบบธรรมชาติ การศึกษาเปรียบเทียบการทำกสิกรรมธรรมชาติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการทำกสิกรรมเคมี การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในครัวเรือนและการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในภาคการเกษตรเพื่อให้มีการพัฒนาในหลากหลายมิติ
ส่วน ดร.กมลภพ ยอดบ่อพลับ อาจารย์ประจำภาควิชาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ในฐานะหัวหน้าโครงการศึกษาเปรียบเทียบการทำกสิกรรมธรรมชาติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการทำกสิกรรมเคมี กรณีศึกษา ต.หนองโสน อ.สามง่าม จ.พิจิตร ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนการวิจัยระบุว่าเป็นการศึกษาในสภาพจริงที่จะนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงลงสู่ครอบครัวว่าจะดำเนินการให้ได้ผลดีอย่างไรเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพและความต้องการของชุมชน ซึ่งผลจากการวิจัยดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการลดต้นทุนสามารถทำได้จริง ในขณะที่ผลผลิตที่ได้รับก็ไม่ได้ต่ำกว่าการใช้สารเคมีแต่อย่างใด
การลงพื้นที่เยี่ยมชมกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาภูมิปัญญาของ 3 จังหวัด เหนือตอนล่าง(นครสวรรค์ พิษณุโลกและสุโขทัย) และกลุ่มทำนาปลอดสารพิษบ้านมาบกระเปา ต.หนองโสน อ.สามง่าม จ.พิจิตร ของคณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ไม่เพียงโชว์ผลงานความสำเร็จเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำองค์ความรู้ที่ได้เผยแพร่สู่สาธารณชนเพื่อทุกคนจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน



