ไลฟ์สไตล์

แขกรับเชิญ-สอบอารมณ์"ทนายสาว"ด้วย"มหาสติปัฏฐาน"(1)

แขกรับเชิญ-สอบอารมณ์"ทนายสาว"ด้วย"มหาสติปัฏฐาน"(1)

04 ม.ค. 2553

คุณเคยอ่านหนังสือประเภท how to เกี่ยวกับการประสบความสำเร็จในชีวิตไหม มีอยู่เยอะแยะมากมาย ฉันเป็นคนหนึ่งที่มุ่งมั่นตั้งใจอ่านหนังสือประเภทนี้มากๆ คือถ้ามีหนังสืออะไรดีๆ ก็จะต้องหามาอ่านให้ได้ ทั้งกฎแห่งแรงดึงดูด วิธีใช้กฎ สารพัดจะสรรหา

 อ่านแล้วสนุกรู้วิธีแต่ไม่ทำ จนคุณพี่สาวฉันพูดว่า ศาสนาพุทธสอนอะไรเกี่ยวเรื่องนี้มากมาย พวกเราก็เป็นชาวพุทธ น่าจะศึกษา 

 แล้ววันธรรมดาๆ วันหนึ่ง เมื่อประมาณ 3 เดือนที่แล้ว ฉันได้เริ่มอ่านหนังสือธรรมะ อย่างจริงจังตามคำแนะนำ

 ทำไมฉันถึงให้ความสำคัญต่อการประสบความสำเร็จในชีวิต มีผู้สำเร็จกล่าวไว้ว่า คนเรานั้นจะประสบความสำเร็จมี 3 อย่าง
1.ประสบความสำเร็จในการเรียน
2.ประสบความสำเร็จในการงาน
3.ประสบความสำเร็จในชีวิต

 เรื่องที่ 1 และ 2 ทำได้ไม่ยาก คนส่วนใหญ่ทำได้ แต่เรื่องที่ 3 นี่สิ บางคนเกิดมาแล้วจนจะแก่ตาย ยังไม่เคยสัมผัสเลยความประสบความสำเร็จในชีวิตว่าเป็นอย่างไร

 บางคนก็ประสบความสำเร็จในชีวิตตั้งแต่อายุน้อยๆ ในความหมายของฉัน ส่วนตัวนะ การประสบความสำเร็จในชีวิตคือ เราสามารถดูแลคนข้างหลังเราได้ ทั้งตอนที่เราอยู่และจากไป เวลาและเงินต้องไปทิศทางเดียวกัน

 แต่ชีวิตฉันส่วนใหญ่อยากมีเงินเยอะก็ต้องทำงานเยอะ เวลาสำหรับตัวเองและคนที่เรารักหดหายไป

 หรือมีเวลาเยอะ แต่ไม่มีเงิน มันแย่ ไม่มีความสุขสงบในจิตใจ

 หนังสืออิงธรรมะบางเล่มเขียนว่าสามารถใช้หลักธรรมะสร้างชีวิตจากติดลบมาเป็นบวกๆ ทั้งจิตใจและการงาน ทำให้ฉันศึกษาอ่านหนังสือประเภทนี้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งรู้ว่า คนเรานอกจากจะทำบุญ ถือศีล ต้องภาวนาด้วย คนสำเร็จใช้วิธีนี้ ฉันก็เอาเลยต้องศึกษาให้รู้สิว่าถ้าทำจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉันคิดว่ายังไงเสียทำแล้วมีแต่ได้กับได้

 ถ้าดวงตาไม่ได้เห็นธรรมขนาดเขา อย่างน้อยแค่กระผีกเดียวก็เป็นแนวทางพัฒนาจิตใจเราได้ คนเรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ผลที่ได้มาในชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน ฉันต้องการเพิ่มมูลค่าทางเวลา

 พอคิดเท่านั้นแหละ ใจก็เริ่มอยากหาครูสอน เพราะลำพังอ่านอย่างเดียวแล้วทำ มันก็จะได้ผลระดับหนึ่ง แต่ถ้ามีครูนะ เหมือนเราครอบครู ผลก็จะได้ดีกว่าเดิม ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของฉันผ่านบุญคุณคนมามากมาย ผ่านการอบรมสั่งสอนมาหลายแขนง วิชาชีวิต

 กระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง ได้เปิดอ่านนิตยสาร "ซีเคร็ต" แล้วฉันก็เจอ สิ่งที่ฉันหวังอยู่ในใจ มันเหมือนกฎแห่งแรงดึงดูดมีจริง มีคอร์สปฏิบัติ มหาสติปัฏฐาน 4 เวลา 5 วัน 4 คืน โอ พระเจ้าจอร์จ ฉันอ่านรายละเอียดด้วยความตื่นเต้น

 แล้วมองวันว่างทันทีว่าจะได้ไปช่วงไหน แล้วเหมือนกับทุกอย่างลงลอต ฉันไปได้พอดี เพราะปกติของคนทำงานถ้าต้องหยุดนานๆ ส่วนมากจะไปไหนไม่ค่อยได้ แต่ทุกอย่างมันเหมาะเจาะ ฉันไปได้!

 แล้วฉันก็ลืม จนมาวันสุดท้ายของการจอง ฉันเพิ่งคิดได้ตอนหัวค่ำเพราะจำได้ว่าวันนั้นงานยุ่งมากๆ โอ้ มันสุดท้ายแล้วนี่ ฉันลืมได้ไง เลยลองเสี่ยงดู คิดในใจว่าถ้าบุญของเราจะได้เรียนกับครูนะ ขอให้ได้จองทัน แล้วฉันก็สามารถไปได้

 ฉันก็แอบหวังเล็กๆ ว่าเจ้าประคุณ ขอให้ลูกช้างได้รู้วิธีการปฏิบัติจริงๆ ซะที จะเอามาลองใช้ในชีวิต เป็นเรื่องที่เราตั้งใจจริงๆ นับวันรอเหมือนจะไปออกเดทยังงั้นเลย 

 วันแรกของการเดินทาง ฉันเดินทางคนเดียวไปรวมกับคณะ ที่อมรินทร์พริ้นติ้ง วาดภาพไว้แล้วล่ะว่า ต้องเจอ สว.(ผู้สูงวัย) เยอะแน่ๆ แล้วก็จริงดังคาด ฉันก็ไม่ได้หวังจะเจอรุ่นราวคราวเดียวกันหรอก เพราะยังไงก็ไม่ได้คุยกันอยู่แล้ว ทุกคนต้องถือศีล 8 สำรวมกิริยา ในเมื่อเราตั้งใจมาเรียน ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีเพื่อนไหม

 แต่เท่าที่ดู ทุกคนนะแววตาแบบเหมือนคนเปี่ยมสุข ถึงแม้ว่าบางคนจะมาในอาการไม่แน่ใจว่าธรรมะจะช่วยอะไรได้ แต่ก็อยากลอง บางคนก็ดูเหมือนมีเรื่องครุ่นคิดข้างใน บางคนก็ดูป่วยใจ แหม รัศมีมันออกมาเลยค่ะ จากแววตา ท่าทาง 

 เราก็เริ่มเดินทางตอน 7 โมงเช้า ฟังซีดีธรรมมะของท่าน ว.วชิรเมธี มาเรื่อยๆ เพราะต่างคนต่างไม่รู้จัก ไม่ค่อยมีใครได้พูดคุยกัน ฟังแล้วก็หลับไปตามระเบียบ พอไปถึงช่วงเที่ยง รถจอดอยู่ที่ลานจอดรถ แล้วทุกคนก็ต้องเดินขึ้นเขาไปประมาณ 500 เมตร ไปที่ ศูนย์ปฏิบัติธรรมราชนครินทร์ หรือแต่ก่อนเรียกว่า สำนักปฏิบัติธรรมเขาดิน หนองแสง จ.จันทบุรี พระอาจารย์ที่เริ่มก่อตั้งคือ พระอาจารย์มานพ อุปสโม เป็นพระวิปัสสนาจารย์ ฉันไปช่วงต้นเดือนธันวาคม ก็จะติดกับวันหยุด 5 ธันวาคม อากาศดีค่ะ ลมเย็นๆ พัดเบาๆ ขณะเดินขึ้น ล้อมรอบด้วยป่ายาง พอไปถึงข้างบนที่เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม ตัวอาคารตั้งเด่น เป็นหินสีขาว ล้อมรอบด้วยป่ายางพารา (ช่วงเช้าอากาศเย็นมากค่ะ) พนักงานของซีเคร็ตก็ออกมาต้อนรับ

 หลังจากที่รับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ก็เป็นช่วงปฐมนิเทศ ก็มีพนักงานส่วนหนึ่งที่มาดูแล ฉันคิดว่าน่าจะเป็นผู้ที่เคยมาปฏิบัติที่นี่มาแล้ว เป็นพี่เลี้ยงช่วยแนะนำ เราเรียกว่าธรรมะบริกร ก็ได้แจ้งการปฏิบัติตัวในการอยู่ที่สำนักปฏิบัติธรรม...

 เป็นหลักปฏิบัติทั่วไปอยู่แล้วของคนที่มาอยู่วัด คือถือศีล 8 ห้ามพูดคุยกัน (อย่าสอบอารมณ์กันเอง) งงไหม มีสอบอะไรกันนี่ ฉันไม่เคยได้ยินคำพูดประเภทนี้ แต่ก็นึกสนุก น่าลองแฮะ แถมมีติวกับพระอาจารย์รายตัว เขาเรียกว่าสอบอารมณ์ โห สุดยอดมีแบบนี้ด้วย เป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับฉัน  

 (โปรดอ่านต่อจันทร์ที่ 11 ม.ค.53)

กันตา กำลังเอก

 มีอาชีพเป็น "ทนาย" ว่าความ-แก้ต่าง-หาข้อมูลหักล้าง หน้าที่เครียดๆ อย่างนี้ เมื่อมีโอกาสปฏิบัติธรรมจริงๆ จังๆ แม้จะเป็นเวลาเพียง 5 วัน แต่เหลือเชื่อว่าสิ่งที่ได้รับกลับมามันมีค่ามหาศาลเหลือเกิน 

 ลองไปฟัง กันตา กำลังเอก ทนายความสาวเล่าถึงการเข้าถึงธรรมฉบับเร่งรัดดูทีรึ ว่าจะซาบซึ้งขนาดไหน