
ผลิตพริกอย่างปลอดภัย (1)
ช่วงนี้มีคนพูดถึงเรื่องห่วงโซ่อุปทานกันอย่างกว้างขวาง แต่หลายคนยังไม่ทราบว่ามันคืออะไรกันแน่ และจะมาเกี่ยวข้องกับการผลิตหรือมาช่วยเพิ่มรายได้อะไรให้เราได้บ้าง มีงานวิจัยอยู่เรื่องหนึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งจะทำให้เราเห็นประโยชน์ของการจัดการห่วงโซ่อุ
งานที่ว่านี้คือผลการวิจัยเรื่อง การศึกษารูปแบบการจัดการห่วงโซ่อุปทานพริกสดอำเภอเกษตรสมบูรณ์และอำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ โดยมีทีมวิจัยขนาดใหญ่ซึ่งมี อาจารย์วีระ ภาคอุทัย จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นหัวหน้าโครงการ
เรื่องห่วงโซ่อุปทานของพริก หรือที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Supply chain ก็คือการเชื่อมโยงตั้งแต่ผู้ผลิตผ่านขั้นตอนการตลาด การแปรรูป และอื่นๆ ไปจนถึงมือผู้บริโภค ถ้ามีการจัดการที่ดี ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย แต่การที่จะเข้าไปจัดการได้นั้น ก็ต้องมีความเข้าใจและรู้บทบาทของในและส่วนที่เกี่ยวข้อง ห่วงโซ่อุปทานของพริกก็มีอยู่สามส่วนใหญ่ๆ ที่สำคัญคือผู้ผลิต ตลาด และผู้บริโภคในซีกของผู้ผลิตนั้น ก็ต้องการต้นทุนการผลิตที่ลดลง และมีกำไรมากขึ้น
ในขณะที่ตลาดทำหน้าที่เชื่อมโยงหรือนำพริกที่ชาวบ้านปลูกส่งไปให้ถึงมือผู้บริโภคคนสุดท้ายให้ได้รับความพึงพอใจมากที่สุด ผู้ที่ทำหน้าที่การตลาดก็คือพ่อค้า ตัวที่สะท้อนความต้องการพริกของตลาดก็คือราคาที่ใช้ซื้อขายพริก แน่นอนว่าหากมีความต้องการสูงกว่าที่ผลิตได้ ราคาก็สูงตามไปด้วย และในทางตรงกันข้ามหากผลผลิตมากเกินความต้องการ ราคาก็ตกลงมา ส่วนด้านของผู้บริโภค ก็มีความต้องการพริกที่ปลอดภัย และเรื่องสุขอนามัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นเรื่องของปลอดจากสารพิษและสารตกค้างต่างๆ
การจัดการห่วงโซ่ดังกล่าวก็คือทำอย่างไรจึงจะให้ผู้บริโภคได้ของดีที่ปลอดภัย ตรงตามความต้องการ เกษตรกรผู้ผลิตก็อยู่ได้ สามารถผลิตพริกที่มีคุณภาพดีตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ส่งผ่านพ่อค้าในตลาดเพื่อขายในราคาที่เป็นธรรมหรือเหมาะสม หากทำได้ทั้งหมดนี้ก็หมายความว่าทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน
จากตัวอย่างของการวิจัยที่อำเภอเกษตรสมบูรณ์และจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ โดยเริ่มต้นให้มีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตพริกปลอดภัย ตรงตามมาตรฐานจีเอพี ปรากฏว่าเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 59 ราย ในที่สุดก็ได้ผลผลิตพริกสดที่ได้มาตรฐานจีเอพี มากถึง 128 ตัน
ที่สำคัญคือรายได้เกษตรกรโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อำเภอเกษตรสมบูรณ์ สามารถทำกำไรมากถึงไร่ละหนึ่งหมื่นกว่าบาท โดยขายได้ราคากิโลกรัมละ 4 บาท ในขณะที่เกษตรกรที่ไม่ได้ร่วมโครงการมีรายได้น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง เพราะว่าราคาผลผลิตได้เพียงกิโลกรัมละ 2.4 บาทเท่านั้น จึงมีกำไรเฉลี่ยแค่ 5,200 บาทต่อไร่เท่านั้น
ลองมาดูว่าโครงการนี้ทำได้อย่างไร ชาวบ้านจึงมีกำไรมากขึ้นเป็นเท่าตัวแบบนี้ เริ่มแรกก็คือต้องสร้างความเข้าใจและแนวคิดให้เกษตรกรมีการใช้ข้อมูลในการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและความต้องการของผู้บริโภค ต้องรู้ข้อมูลการผลิตและการตลาดทั้งของประเทศไทยและของโลกโดยอาศัยข้อมูลจากหน่วยราชการเช่นสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร เป็นต้น
ส่วนรายละเอียดว่าทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จตามที่วางไว้ คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังในรายละเอียดต่อไปครับ
รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ*



