ไลฟ์สไตล์

อภิสิทธิ์ถวายเบี้ยยังชีพพระสงฆ์-แม่ชีอายุ60ปี

อภิสิทธิ์ถวายเบี้ยยังชีพพระสงฆ์-แม่ชีอายุ60ปี

08 มี.ค. 2552

"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามหลังรายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" เกี่ยวกับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุโดยเฉพาะพระสงฆ์และแม่ชี ยืนยันได้รับ ยกเว้นพระผู้ใหญ่ที่ได้รับเงินนิตยภัตอยู่แล้ว แนะ ร.ร.ส่งเด็ก ม.ปลายอาสาเป็นเพื่อนคนแก่

(8มี.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แบ่งเวลาช่วงท้ายของการจัดรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ซักถามโดยเฉพาะเรื่องพระภิกษุสงฆ์ที่อายุเกิน 60 ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุหรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า มีคนถามกันมามากว่าได้รับหรือไม่  โดยหลักแล้วคือ ได้รับทั้งพระสงฆ์และแม่ชี เพราะถือว่าอายุเกิน 60 เว้น แต่กรณีที่เป็นพระผู้ใหญ่ที่ได้รับเงินนิตยภัตถือว่ายกเว้น เพราะว่าได้รับเงินประจำจากทางภาครัฐอยู่แล้ว

นายกฯแนะ ร.ร.ส่งเด็ก ม.ปลายอาสาเป็นเพื่อนคนแก่
นายอภิสิทธิ์ ยังตอบคำถามประชาชนเรื่องการฝึกอบรมอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ (อผส.) ซึ่งได้รับการขอร้องว่าให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เพราะมีประโยชน์มากกับผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จริง ๆ แล้วการดูแลผู้สูงอายุในสังคมบ้านเราไม่ค่อยน่าห่วงในแง่ที่ว่าคนไทยมีน้ำใจให้กันอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าระยะหลัง  เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปมีค่านิยมใหม่ ๆ เข้ามา  เราอาจไปคิดว่าเป็นเรื่องของรัฐ เป็นเรื่องของอะไรไป  ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น และอยากจะเรียนว่าทุกภาคส่วน ใครที่สามารถจะช่วยดูแลเพื่อนบ้าน ดูแลผู้สูงอายุได้  ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก  ก็ขอบคุณที่ได้เล่าให้ฟังถึงการไปฝึกอบรม 
 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การกระตุ้นการรณรงค์และเราจะทำต่อเรื่องหนึ่งซึ่งผมเอง ผมเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายผู้สูงอายุ ผมได้ขอให้ทำ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ผมจะติดตามต่อไปว่าได้ผลมากน้อยแค่ไหน  ผมได้ขออย่างนี้ว่าในโรงเรียน โดยเฉพาะอาจจะเด็กมัธยม และโตขึ้นมาสักหน่อย  ผมบอกในสัปดาห์หนึ่งน่าจะมีเวลา 1ชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมงส่งเด็กเหล่านี้ไปหาผู้สูงอายุ เพื่อให้เด็กได้ไปสัมผัสผู้สูงอายุ  ผู้สูงอายุได้สัมผัสกับเด็ก ทำให้เด็กมีความเข้าอกเข้าใจผู้สูงอายุมากขึ้นได้พูดคุยกับท่านโดยตรง  เด็กก็จะได้เห็นว่า ท่านมีความยากลำบากเรื่องไหนอย่างไร  และจะได้รู้ว่าในสังคมของเราต้องมีคนที่คอยดูแล  ในทางกลับกัน  ผมเชื่อว่าผู้สูงอายุหลายคนที่อยู่บ้านเหงา  และก็มีความเอ็นดูเด็ก ๆ อยู่แล้ว  มีเด็กไปอาทิตย์ละชั่วโมง 2 ชั่วโมง ก็เหมือนกับได้เพื่อนด้วย และอาจจะได้เล่าอะไรดี ๆ  ลูกหลานอาจจะไม่รู้เรื่องหลายเรื่องที่ผู้สูงอายุผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ มา  ผมว่าจะเป็นการเชื่อมโยงคนต่างวัยคนต่างรุ่น  อันนี้ได้ขอให้ทางโรงเรียนเริ่มไปคิดไปทำ  อาจจะเริ่มจากเด็ก อาจจะม.4 ม.5  สัปดาห์หนึ่งผมบอกขอสักชั่วโมง 2 ชั่วโมงกระจายไปในชุมชน ไปพบปะพูดคุยกับผู้สูงอายุ  ผมว่าอันนี้จะเป็นการปลูกฝังทั้งทัศนคติ   เหมือนกับเริ่มต้นเครือข่ายไว้เลยว่าต่อไปนี้จะมีคนที่เข้าอกเข้าใจผู้สูงอายุมากขึ้น ๆ