
ไขปัญหาสุขภาพแผนจีน-โรคสำนักงาน
ถ้าจะเรียกให้เก๋ขึ้นและเข้ากับยุคสมัยหน่อยก็ต้องเรียกว่าโรคออฟฟิศซินโดรมจากการที่ผู้เขียนได้ประสบพบเห็นผู้ป่วยมากมายตลอดปี 2552 ที่ผ่านมาได้รับรู้ถึงความทุกข์ทรมานและสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคสารพัดในผู้คนและผู้ที่ทำงานในสำนักงานทั่วไป
จึงคิดว่าในปีใหม่ 2553 นี้ ขอมอบบทความเรื่อง โรคสำนักงาน ไว้เป็นข้อควรสนใจในการใช้ชีวิต มาป้องกันโรคตั้งแต่ยังไม่เกิด ให้เป็นของขวัญท่านผู้อ่านที่ให้กำลังใจและให้การสนับสนุนผู้เขียนตลอดมา
ชีวิตที่รีบเร่งเคร่งเครียดในยุคปัจจุบันทำให้ผู้คนใช้ชีวิตที่ฝืนธรรมชาติขัดกับนาฬิกาชีวิต จนทำให้ร่างกายเสียความสมดุล เป็นโรคที่ยังไม่ป่วยที่เกิดจากสะสมความเหนื่อยล้า ความเครียด ความกดดัน แม้จะตรวจด้วยเทคนิคที่ทันสมัยสักกี่ครั้งกี่หนก็ไม่อาจตรวจพบความผิดปกติ จนบางครั้งได้ข้อสรุปว่าเกิดจากจิตประสาท หรือเป็นโรคอารยธรรม ที่มาจากชีวิตความเป็นอยู่ที่เกินความพอดี ใช้เครื่องทุ่นแรงมากเกินไปจนร่างกายขาดการเคลื่อนไหวที่ควรเป็น ขาดการออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนน้อย นั่ง ยืน เดินนานเกินไป อยู่ในสำนักงาน บ้านและสถานที่ต่างๆ ที่มีแต่แอร์เย็นฉ่ำ ต่อมเหงื่อจึงไม่มีโอกาสได้ขยายเพื่อระบายเหงื่อ ทำให้ภูมิต้านทานทางผิวกายอ่อนแอ เกิดโรคภูมิแพ้โดยหาสาเหตุไม่เจอ ไม่มีโอกาสได้พบเจอแสงแดดที่สามารถช่วยเติมพลังหยางให้แก่ร่างกายเลย จนเกิดโรคความดัน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคมันพอกตับ โรคอ้วน โรคเนื้องอกและโรคมะเร็ง รวมทั้งโรคที่ยังไม่ป่วยตามมาอีกมากมาย เป็นต้น สำหรับผู้ที่ทำงานทางสมอง นั่งในสำนักงานมาก นอกจากมีความเสี่ยงต่อโรคดังที่กล่าวมา ยังมีอาการของกลุ่มอาการโรคที่ชาวสำนักงานทั้งหลายต่างต้องเผชิญกันโดยถ้วนหน้าอีกเช่น
อาการปวดศีรษะ หรือที่ชอบเรียกกันว่าปวดหัวไมเกรนนั่นแหละ อาการปวดศีรษะมักแยกไม่ออกจากความเครียด งานเร่ง ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากการเร่งทำงานให้เสร็จในเวลาอันสั้น หรือเครียดกับเพื่อนร่วมงาน เครียดระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง เมื่อเกิดความเครียดก็ทำให้พลังชี่ตับอั้น พลังชี่ตับอั้นก็พาให้เลือดคั่ง ทำให้เส้นลมปราณตับและถุงน้ำดีติดขัด เลือดลมเดินไม่สะดวก อาการปวดศีรษะข้างเดียวจึงเกิดขึ้นเป็นประจำ หรือบางท่านอาจปวดมากขึ้นในช่วงก่อนประจำเดือนมาด้วย
มีวิธีง่ายๆที่จะแก้อาการปวดศีรษะและการเหนื่อยล้าจากการงาน โดยเอานิ้วนางของมือขวาปิดรูจมูกซ้าย หายใจเข้าลึกๆ ทางรูจมูกขวา จากนั้นใช้หัวแม่มือขวาปิดรูจมูกด้านขวา หายใจออกทางรูจมูกซ้าย ทำซ้ำไปมา 5 นาทีหรือถ้าปวดมากๆ ก็ปิดรูจมูกซ้ายแล้วหายใจทางรูจมูกขวาอย่างเดียว 5 นาทีคุณจะรู้สึกผ่อนคลายสบายและค่อยๆ หายปวดศีรษะในที่สุด เหตุผลเพราะจมูกขวาเป็นหยาง รับความร้อนจากพลังหยางได้ดี เมื่อเราเสียพลังงานจากการทำงานไปมากพอสูดอากาศเข้าทางรูจมูกขวาลึกๆ ยาวๆ ก็จะได้พลังความร้อนหยางเพิ่มเติมให้พลังที่ร่างกายสูญเสียไปจากการทำงานมากขึ้น อาการเหนื่อยเพลียจึงค่อยๆ น้อยลง คุณลองสังเกตดูในชีวิตประจำวัน ถ้ารู้สึกเหนื่อยเพลียลองทำวิธีนี้ดูคุณก็จะสดชื่นขึ้น จีนโบราณบอกว่า รูจมูกขวาเป็นหยาง รูจมูกซ้ายเป็นยิน ผู้หญิงมักหายใจด้วยรูจมูกซ้ายเป็นจุดหนัก ทำให้ผู้หญิงมีจิตใจสงบ อ่อนโยน ส่วนผู้ชายหายใจด้วยรูจมูกขวาเป็นจุดหนัก ทำให้อารมณ์ค่อนข้างแข็งกระด้าง โมโหฉุนเฉียวง่าย หรือจะใช้วิธีกดจุดที่ง่ามมือ หาจุดที่อยู่ที่กระดูกนิ้วหัวแม่มือกับกระดูกนิ้วชี้เชื่อมต่อกัน กดจนรู้สึกเจ็บเสียวๆ แล้วปล่อยมือ กดซ้ำอีกสัก 5 ครั้งก็จะดีขึ้น
นอนไม่หลับ จากความเครียด นอนพักผ่อนน้อย งานเร่ง นอนไม่พอในที่นี้รวมทั้งการนอนน้อยและการนอนไม่หลับอย่างต่อเนื่องกันเป็นเวลานานก็ทำให้มึนงงและปวดศีรษะได้ โรคความดันโลหิตสูง โรคประสาทก็จ่อคิวตามหลังมา นอนไม่หลับอาจมาจากเลือดน้อย ประจำเดือนไม่ปกติ นอนไม่หลับอาจมาจากกินอาหารไม่ค่อยเป็นเวลา โดยเฉพาะชอบกินอาหารรอบดึกกระเพาะทำงานหนัก เหมือนกับร่างกายเราทำงานล่วงเวลาส่งผลให้การย่อยไม่ดี เกิดอาการท้องอืดเฟ้อ เลยไปรบกวนการนอน หรืออาจมาจากกินดื่มของเย็นมาก ม้ามชื้น เสมหะอุดกั้น ทำให้นอนไม่หลับได้เช่นกัน
ฝ้า ที่ผ่านมาเราจะเข้าใจกันเพียงว่าฝ้าเกิดจากแสงยูวี จึงพากันโหมทาครีมกันแดด ทาครีมลอกฝ้ากันมากจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ก็ใช่แสงแดดที่แผดเผาเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดฝ้า ก็มีความจำเป็นที่ต้องใช้ครีมกันแดด แต่ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดฝ้าได้ ก็คือ ฝ้าที่เกิดจากเลือดลมไหลเวียนไม่ดี เช่นประจำเดือนมาน้อย หรือมามาหยุดหยุด หรือไม่มาเลยหลายเดือน ก็ทำให้เกิดฝ้าหนาขึ้นบนใบหน้าได้ ใช้ยาลอกฝ้าอย่างไรก็ไม่หาย พอให้กินยาปรับประจำเดือนจนมาเป็นปกติ ฝ้าก็ค่อยๆ จางลง ยังมีฝ้าที่เกิดจากความเครียดอย่างต่อเนื่อง ทำให้พลังชี่ตับก็อั้น ส่งผลให้เกิดเลือดคั่งตามมา ฝ้าดำจึงลึกและกว้างเต็มทั่วใบหน้า ฝ้าชนิดนี้แหละที่สาวชาวสำนักงานเป็นกันมาก ถ้าคุณลองลดความเครียด นอนให้เพียงพอ ทำใจให้สบายดูสิ ใบหน้าคุณก็จะสดใสขึ้นแน่นอน ฝ้าเช่นนี้ก็ต้องใช้ยาปรับพลังชี่ของตับให้เดินคล่องเสริมด้วยการฝังเข็ม ฝ้าก็ค่อยๆ จางลงอย่างเห็นได้ชัด เคยใช้กับผู้ป่วยเป็นฝ้าชนิดนี้มาหลายรายแล้ว ยังมีฝ้าที่เกิดขึ้นกับสตรีที่ย่างเข้าสู่วัยทอง พอวัยเริ่มร่วงโรยสารชีวิตในไตร่อยหรอลงเรื่อยๆ เมื่อร่อยหรอก็ไปเลี้ยงใบหน้าไม่เพียงพอ ใบหน้าจึงหมองคล้ำเป็นฝ้าดำ ฝ้าเช่นนี้เมื่อใช้ยาบำรุงไตฝ้าก็จะจางลงได้ ยังมีฝ้าที่เกิดจากการใช้ครีมลอกฝ้าที่ไม่เหมาะกับผิวหน้า หรือผสมสารที่ระคายเคืองต่อผิวมากเกินไป หรือใช้ครีมที่แรงเกินไป เมื่อใช้นานทำให้ใบหน้าเกิดฝ้าดำคล้ำ ฝ้าเช่นนี้รักษาค่อนข้างยาก
ปวดต้นคอ เนื่องจากอยู่หน้าจอคอมพ์นานๆ อ่านเขียนหนังสือต่อเนื่องกันนาน บวกกับอยู่ห้องแอร์ที่เย็นมากๆ โดยเฉพาะสุภาพสตรีมักจะใส่เสื้อไม่มีปก ใส่เสื้อน้อย ทำให้ความหนาวเย็นของแอร์พัดถูกต้นคอทั้งวัน เมื่อความหนาวเย็นที่ทำให้หดเกร็งมาบวกเข้ากับการใช้กล้ามเนื้อคอนานจนหดเกร็ง ทำให้กล้ามเนื้อบ่าไหล่แข็งเป็นก้อน จนเกิดการปวดเมื่อยไม่หาย นานวันเข้าก็จะทำให้เลือดลมเดินไม่สะดวก เลือดไหลไปหล่อเลี้ยงสมองไม่พอทำให้เกิดอาการมึนงง สายตาพร่ามัว ไม่สดชื่นแจ่มใส นานไปอีกก็จะทำให้ปวดร้าวลงไปที่แขน บางครั้งเวลาแหงนคอก็จะปวดแปลบชาร้าวลงไปที่แขนด้วย ทำให้ขับรถหรือจับสิ่งของลำบาก กวนใจจนกังวลนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นอาการของกระดูกคอทับเส้น
ถ้าจะป้องกันโรคปวดต้นคอก็ต้องไม่นั่งหน้าจอคอมพ์ต่อเนื่องกันเกิน 1 ชั่วโมงต้องหมั่นขยับตัวอยู่เสมอ หรือปล่อยแขนสองข้างไพล่มาด้านหลังเก้าอี้ที่เรานั่งมือประสานกันแล้วยืดคอ แอ่นอก ดึงมือที่ประสานกันลงด้านล่าง หายในเข้าท้องลึกๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนหายใจออกยาวๆ ช้าๆ แล้วค่อยๆ ปล่อยแขน ทำซ้ำกันหลายๆ ครั้งเท่าที่รู้สึกว่าสบาย
ส่วนการรักษาก็ต้องฝังเข็มเพื่อให้ลมปราณเดินคล่องให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย แล้วทำการทุยหนาจัดกระดูกตาม หรือบางท่านก็ต้องกินยาจีนเพื่อเสริมไตบำรุงตับให้แข็งแรง
นอกจากปวดต้นคอแล้วยังลามไปปวดหลังปวดเอวและปวดหัวเข่าด้วยอาการปวดหลังปวดเอวเกิดขึ้นได้ทั้งจากความหนาวเย็นที่ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง ทั้งในท่านั่งทำงานที่ไม่ถูกต้องตามกายวิภาคของกระดูกสันหลัง เก้าอี้นั่งที่ไม่ได้มาตรฐานของสำนักงาน หรือนั่งในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ชอบนั่งเอนพิงพนักโซฟา ตอนนั่งตัวเราเองอาจรู้สึกสบาย แต่กระดูกสันหลังส่วนเอวจะถูกกดทับมากที่สุด อาการปวดเอวจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อสั่งสมไว้เป็นเวลายาวนาน ท่านั่งเป็นท่าที่กระดูกสันหลังถูกกดทับมากที่สุด การนั่งทำงานต่อเนื่องกันนาน เริ่มแรกอาจเป็นการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเอว บีบๆ นวดๆ ก็หาย แต่ถ้าปล่อยไว้นานก็จะทำให้ดึงรั้ง จนเกิดอาการกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทที่มีอาการปวดชาร้าวลงตามขา บางคนถึงกับเดินลำบาก ขาลีบ นั่งนานก็ปวด เดินหรือยืนนานก็ปวด ดังนั้นการนั่งให้ถูกต้องตามสรีระของร่างกายจึงเป็นการป้องกันที่ดี
การใส่รองเท้าส้นสูงเกินไปก็ทำให้เกิดอาการปวดต้นคอและปวดเอวได้เช่นกันเพราะทำให้กระดูกสันหลังอยู่ในมุมที่ขัดกับสรีระที่ปกติ มุมของกระดูกสันหลังส่วนเอวก็แคบเกินไป จนเกิดอาการกดทับเส้นประสาทได้ง่าย
ปวดข้อเข่า เกิดขึ้นมากกับคนในวัยทำงานเช่นกัน การปวดข้อเข่าในวัยนี้ยังไม่ถึงขั้นเข่าเสื่อม ที่สำคัญจะเกิดจากความหนาวเย็น เพราะสุภาพสตรีส่วนมากจะนุ่งกระโปรงไปทำงาน ทำให้เผยหัวเข่า พิษภัยของความหนาวเย็นจึงมักรุกจากท่อนล่างเข้าสู่ร่างกาย เข่ารับความเย็นไปเต็มๆ ทำให้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อรอบเข่าหดเกร็ง เลือดลมเดินไม่สะดวก จนเกิดการปวดเข่าขึ้น การปวดเข่าจากสาเหตุนี้ก็เป็นตัวเร่งให้เข่าเสื่อมเร็วก่อนวัยอันควรได้ เราอาจคาดคิดไม่ถึงว่าการที่เราขับขี่มอเตอร์ไซค์โดยนุ่งผ้าถุง ใส่กระโปรงหรือใส่กางเกงขาสั้น ลมเย็นที่กระทบเข่าของเราเป็นประจำนั่นจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดเข่าขึ้นได้ ท่านสังเกตหรือไม่ว่าสุภาพสตรีจะเป็นโรคปวดเข่ามากกว่าผู้ชาย เพราะผู้ชายใส่กางเกงขายาว ใส่เสื้อสูท จึงไม่เผชิญความหนาวเย็นมากเหมือนกับสุภาพสตรี เมื่อรู้เช่นนี้แล้วก็คงรู้ว่าจะป้องกันโรคปวดข้อเข่าและเข่าเสื่อมได้อย่างไร
สตรีเราใส่กระโปรงแถมกระโปรงสั้นด้วยบางครั้งยังใส่เสื้อผ้าเปิดไหล่ในห้องแอร์ที่เย็นยะเยือก ครั้งสองครั้งวันสองวันไม่เป็นไร ยังสาวก็ไม่เป็นไร แต่นานวันเข้า อายุขึ้นเลข 3 อาการผิดปกติต่างๆจะเริ่มปรากฏให้เห็น หรือในเวลาเราอยู่ในแอร์หรือที่อากาศหนาวเย็นก็จะใส่แต่เสื้อให้อุ่น แต่ปล่อยให้ช่วงล่างหนาวเย็นอยู่อย่างนั้น ก็จะทำให้เกิดอาการปวดเข่าขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้น หากไม่ต้องการให้เกิดอาการปวดเข่าก็ควรใส่ใจให้ความอบอุ่นกับท่อนล่างของร่างกาย ป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าเป็นแล้วค่อยรักษาเป็นไหนๆ
ประจำเดือนไม่ปกติ บางคนประจำเดือนหายไปเฉยๆ ไม่มาเอาดื้อๆ บางคนเลือดประจำเดือนมามาก บางคนปวดประจำเดือน บางคนเป็นเนื้องอกในมดลูก บางคนเป็นซีสต์ที่รังไข่หรือเต้านม เป็นต้น อาการเหล่านี้ล้วนมีสาเหตุมาจากความเครียด ความหนาวเย็น การกินน้ำแข็งดื่มน้ำเย็นๆ ของคนทำงานสำนักงานอย่างแยกกันไม่ออก เมื่อเครียดพลังชี่ของตับอุดกั้น พาให้เลือดคั่ง เมื่อกินของเย็น ม้ามทำงานผิดปกติ เกิดมีเสมหะชื้นเกาะกลุ่ม จนเกิดอาการปวดประจำเดือน เกิดเนื้องอกหรือซีสต์ที่เต้านม ที่มดลูกขึ้นโดยที่เราคาดคิดไม่ถึง
เส้นเลือดขอด เกิดจากลมล่างอ่อนแอ พลังชี่ดึงเลือดขึ้นบนไม่พอ ทำให้เลือดคั่งที่บริเวณขา การมีพลังชี่ไม่เพียงพอส่วนมากจะเกิดจากผู้ที่มีอายุขึ้นเลข 3 เลข 4 แล้ว แต่ที่ยังเกิดขึ้นกับวัยที่ยังหนุ่มยังสาวได้นั้น สาเหตุสำคัญอยู่ที่การใส่เสื้อชั้นในเก็บท้องส่วนบนและใส่สเตย์รัดหน้าท้องรัดต้นขามาก แน่นและนานเกินไป ทำให้เลือดที่ไหลกลับไปยังหัวใจถูกปิดกั้น เลือดจึงคั่งอยู่ที่ขา ทำให้เส้นเลือดดำที่ขาโป่งพองขึ้น จนกลายเป็นเส้นเลือดขอด ดังนั้น จึงไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่รัดมาก ไม่ควรใส่สเตย์รัดหน้าท้องนานจนเกินไป การใส่เสื้อผ้ารัดหรือสเตย์ไม่เพียงทำให้เส้นเลือดขอดเท่านั้น ยังทำให้เกิดอาการปวดต้นคอ ปวดเอวขึ้นได้เช่นกัน
ปวดกระเพาะ งานมากลืมกินข้าว ไม่ต้องพูดถึงต้องทำกับข้าวกินเองเลย ซื้ออาหารสำเร็จเป็นกล่องๆ จากห้างมาใส่ตู้เย็นไว้ หิวหรือถึงเวลากินเมื่อไรก็เอาออกมาใส่ไมโครเวฟกินกันหิว หรือมีงานมากๆ ก็ลืมหิว ลืมกินข้าว ความเครียดกับการกินอาหารไม่ตรงเวลา เมื่อบวกกับความหนาวเย็น พักผ่อนน้อย โรคปวดกระเพาะอาหารก็ตามมา ดังนั้นไม่ว่าจะมีงานมากแค่ไหน ถึงเวลาก็ต้องกินข้าว การกินที่เป็นเวลา น้ำย่อยที่ออกมาตรงเวลาก็จะย่อยอาหารได้ดี ถ้าถึงเวลาอาหารแล้วไม่กิน น้ำย่อยที่ออกมาไม่มีอะไรให้ย่อยก็จะเกิดระคายเคืองผิวของกระเพาะ ทำให้เกิดอาการปวดท้องขึ้นมาได้ กรดของกระเพาะมีฤทธิ์แรงมาก ถ้าเอามาหยดใส่เหล็กก็สามารถเจาะเหล็กให้ทะลุได้ ถ้าปล่อยให้กรดน้ำย่อยระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะบ่อยๆ ก็จะทำให้กระเพาะบางและเป็นแผลในโอกาสต่อไปได้ ดังนั้น ต้องจำไว้เลยว่า การรักษาโรคกระเพาะอาหารคือการกินให้ตรงเวลา กินให้ถูกสุขลักษณะ ซึ่งดียิ่งกว่ายาอื่นใดทั้งสิ้น
กรดไหลย้อน มันไหลย้อนขึ้นมาได้ไง ในเมื่อหูรูดที่หลอดอาหารก็บังคับไว้อยู่แล้ว การแพทย์แผนจีน เห็นว่าม้ามและกระเพาะเป็นอวัยวะที่ย่อยและขนส่งลำเลียงอาหาร พลังชี่ของกระเพาะอาหารต้องเคลื่อนลง เพราะว่าเมื่ออาหารเข้าสู่กระเพาะแล้ว พลังชี่ที่เคลื่อนลงของกระเพาะก็จะนำพาอาหารไหลลงไปเรื่อยๆ จากลำไส้เล็กจนถึงลำไส้ใหญ่แล้วขับกากออกนอกร่างกายได้ ถ้าพลังชี่กระเพาะไม่เคลื่อนลงก็ต้องย้อนขึ้น ทำให้เกิดอาการสะอึก เรอ อาเจียน กลืนอาหารไม่ลง จุกที่คอหอย เป็นต้น แต่พลังชี่ของม้ามจะต้องเคลื่อนขึ้น เพื่อนำสารอาหารที่ลำไส้เล็กย่อยและดูดซึมแล้วไปสู่ส่วนบนของร่างกาย นำสารน้ำขึ้นสู่ปอดเพื่อส่งไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายอีกต่อหนึ่ง ทำให้เกิดการสร้างเลือดเพื่อสนองการหล่อเลี้ยงแก่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ถ้าพลังชี่ของม้ามไม่เคลื่อนขึ้นก็จะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ในท้องมีลมมาก อวัยวะไม่อยู่ตำแหน่งเดิมเช่น เกิดอาการมดลูกหย่อน กระเพาะหย่อน ทวารหย่อน ไส้เลื่อน เส้นเลือดขอด เป็นต้น
กระเพาะกับม้ามจึงเป็นยินหยางที่อันหนึ่งขึ้นอันหนึ่งลงทำให้การขึ้นลงเข้าออกของพลังชี่เกิดความสมดุล แล้วอะไรล่ะเป็นสาเหตุที่ทำให้พลังชี่เคลื่อนลงของกระเพาะและพลังชี่เคลื่อนขึ้นของม้ามขาดความสมดุล ก็มาจากการกินของเรานี่เอง การกินน้ำแข็งมาก เวลากินอาหารก็กินน้ำแข็งปั่นแก้วบิ๊กๆ กินอาหารไปดูดน้ำปั่นไป กินเสร็จตบท้ายด้วยไอศกรีมถ้วยหรูราคาแพง พร้อมทั้งชอบกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็น ทำให้กระเพาะหนาวเย็น การทำงานของกระเพาะต้องการความร้อนในการเผาผลาญ ช่วยย่อย แต่เรากลับเอาความหนาวเย็นไปดับความร้อนนี้เสีย กระเพาะจึงหนาวเย็น พลังชี่ที่เคลื่อนลงตามปกติของกระเพาะแทนที่จะลงจึงกลับดันขึ้น ม้ามเองก็ถูกความเย็นด้วย ม้ามกลัวความเย็นความชื้นที่สุด เมื่อเจอความหนาวเย็นพลังชี่ที่เคยเคลื่อนขึ้นกลับเคลื่อนลงเข้าแทนที่ ทำให้การส่งลำเลียงไม่ดี เกิดอาการท้องอืด ลมในท้องมาก เกิดความชื้นอุดกั้น อาการสะอึกหรือกลืนไม่ลง หรืออยากอาเจียนเกิดขึ้น
เคยพบเจอผู้ป่วยสตรีอายุ60 ท่านหนึ่งปกติก็เป็นคนที่ม้ามไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้วมีอาการเจ็บชายโครงขวาบ่อย มีอาการตาแฉะ นอนตื่นตอนตี 2 ตี 3 บ่อยๆ ปากขม ท้องอืด ลมมาก จึงกินยาลดร้อนในตับได้ช่วงระยะหนึ่ง (ยาลดร้อนตับมีฤทธิ์อยู่แล้ว) วันหนึ่งกินแกงขี้เหล็กท้องเลยยิ่งอืด เหมือนมีลมจุกที่คอหอย ยังไม่พอวันรุ่งขึ้นกินแกงหวายในตอนเช้า กินอาหารเวียดนามที่มีแต่ผักสดในตอนกลางวัน พอหลังอาหารเย็นวันนั้นเอง เธอก็รู้สึกมีลมจุกที่คอหอยกลืนน้ำลายไม่ลงเลย เหมือนกับลมบนและลมล่างไปยันกันอยู่ที่คอหอย จุกเจียนจะขาดใจให้ได้ จะว่าหอบก็ไม่ใช่ยังเดินขึ้นลงบันไดได้สบายๆ ไปโรงพยาบาลหมอบอกว่าไม่มีอาการทางหัวใจ แต่มีอาการคลื่นไส้ หมอจึงบอกว่าน่าจะมาจากกรดไหลย้อน จึงให้ยากระเพาะน้ำขาวๆ มากิน กินแล้วอาการดีขึ้นนอนหลับได้สบาย จากนั้นก็เลยมาฝังเข็มและกินยาจีนปรับความสมดุลของกระเพาะลำไส้อีกนานพอสมควร อาการจึงสงบลง ตัวอย่างนี้ เกิดมาจากการกินยาที่มีฤทธิ์เย็นนาน บวกกับกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็นด้วย กระเพาะและม้ามจึงหนาวเย็นจนการขึ้นลงของพลังชี่เสียความสมดุล ดังนั้น การจะไม่ให้เกิดอาการกรดไหลย้อนก็ต้องหลีกเลี่ยงการกินดื่มกินน้ำเย็น กินอาหารที่มีฤทธิ์หนาวเย็น และกินยาที่มีฤทธิ์หนาวเย็นต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ เกินไป
ท้องผูก เวลานั่งทำงานนานๆ ดื่มน้ำน้อย แต่ดื่มกาแฟวันละหลายแก้ว กินอาหารที่มีกากใยน้อย ไม่มีเวลานั่งห้องน้ำตอนที่มีความรู้สึกปวดถ่าย กินอาหารที่หวานมันและมีรสจัดมากกระเพาะลำไส้ร้อน ก็ทำให้ท้องผูกได้เช่นกัน แต่ละวันเราต้องกินเข้าไปตั้งหลายมื้อ เมื่อมีเข้าก็ต้องมีออก ปกติต้องถ่ายอุจจาระวันละ 1-2 ครั้ง สีเหลืองน้ำตาล รูปอุจจาระต้องให้เหมือนกล้วยหอม ไม่เหลวเกินไปไม่แข็งเกินไป ตัวอุจจาระต้องใหญ่เท่ากับความใหญ่ของลำไส้ ไม่ควรลีบแบน นี่เป็นการขับพิษที่ธรรมชาติสรรค์สร้างมาให้แก่ร่างกายเรา ดังนั้นท่านต้องประกันว่าต้องถ่ายอุจจาระให้ได้ตามนี้ มิฉะนั้น ท้องผูกจะทำให้ท่านเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ได้ง่าย
เพื่อบรรเทาอาการท้องผูกลองทำเครื่องดื่มกินเองดู โดยกินกล้วยหอมกับนมเปรี้ยว เพราะจะทำให้แบคทีเรียในลำไส้เพิ่มมากขึ้น กระตุ้นให้ลำไส้บีบรูดได้ดี ถ้าท้องผูกมาก ก็เอานมสด 1 แก้วแครอทครึ่งหัวล้างให้สะอาดสับเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นรวมกัน อาจเพิ่มแอปเปิ้ลปอกเปลือกผสมด้วยก็ได้ ว่านหางจระเข้พอประมาณ ล้างสะอาด ปอกเปลือก บดให้ละเอียด ในขณะบดค่อยๆ เติมน้ำทีละน้อย ถ้ากลัวขมก็ใส่น้ำผึ้งเข้าไปตามต้องการ ว่านหางจระเข้มีฤทธิ์เย็น ไม่เหมาะกับผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ
นวดกดจุดใช้ฝ่ามือซ้ายถูที่หลังมือขวาตรงเหนือนิ้วชี้ตรงข้ามกับหัวแม่มือไปมาจนร้อน เพราะบริเวณนี้เป็นเขตลำไส้ใหญ่ ทำในขณะนั่งในห้องน้ำ หรือเมื่อไรก็ได้เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ ทำบ่อยๆ จะได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ
รวมความแล้วอาการที่กล่าวมาข้างต้นล้วนมีสาเหตุมาจากความเครียดอาหารการกินไม่ถูกสุขลักษณะ การออกกำลังกายและการพักผ่อนน้อย หากเราทุกคนบริหารจัดการชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองให้อยู่ในความพอดี ให้เกิดความสมดุลทั้งตัวเราเองกับธรรมชาติ ทั้งร่างกายและจิตใจ โรคภัยต่างๆ ก็ยากที่จะมากล้ำกรายได้
ขออวยพรให้ท่านผู้อ่านทุกท่านจงประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงานมีชีวิตสุขสมบูรณ์ มีสุขภาพแข็งแรง ตลอดปี 2553 เทอญ



