ไลฟ์สไตล์

สังขารไม่เที่ยงกับอมตะธรรมหลวงพ่อปัญญา

สังขารไม่เที่ยงกับอมตะธรรมหลวงพ่อปัญญา

31 ธ.ค. 2552

วันขึ้นปีใหม่ของไทย ในอดีตได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว๔ ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม ๑ ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ ๒ กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน

การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน๒ ครั้งนี้ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ ๑ เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๓๒ เป็นต้นมา

พ.ศ.๒๔๗๙ก็ได้มีการจัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ ๑ เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์ ต่อมาในสมัยของ รัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงครามโดยคณะรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ

ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ ๑ มกราคมโดยกำหนดให้วันที่ ๑ มกราคม๒๔๘๔ เป็นวันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไปให้ถือเอาวันที่ ๑ มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๔จนถึงทุกวันนี้

เหตุผลที่ทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่๑ เมษายน มาเป็นวันที่ ๑ มกราคม ก็คือ ๑.ไม่ขัดกับพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ  ๒.เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมพระพุทธศาสนา๓.ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลกและ๔.เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรมคตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย

เมื่อวันขึ้นปีใหม่มาถึงการเฉลิมฉลองดูเหมือนว่า จะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ทุกชาติทุกภาษา แต่มีใครสักกี่คนจะเข้าใจสัจธรรมชีวิตที่ว่า "ชีวิตเราใกล้ความตายขึ้นอีกปีหนึ่งแล้ว" และว่าเป็นเรื่องดีสำหรับการได้ทบทวนถึงการดำเนินชีวิตในอดีตกลับคืนไปสู่สภาพเดิม ในวัยที่เปลี่ยนแปลงไป

แม้กระทั่งวันขึ้นปีใหม่ของไทยสมัยก่อนช่วงสงกรานต์ก็ยังมีวัน "สังขารล่อง" เพื่อจะได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ดีขึ้น

วันขึ้นปีใหม่ น่าจะเป็นช่วงเดียวกับวันสงกรานต์ที่เป็นวันขึ้นปีใหม่แบบเก่า "วันสังขารล่อง" จึงน่าจะเป็นถ้อยคำย้ำสำนึก ได้เป็นอย่างดี ช่วงปีใหม่จึงไม่น่าจะเป็นช่วงแห่งความมัวเมาและมอมเมาสังขารร่างกายนี้ เพราะเป็นช่วงสังขารล่อง ดังพุทธวจนะตรัสไว้ว่ากาลเวลาย่อมกลืนกินทุกสิ่งสรรพ์รวมทั้งตัวมันเองด้วย

ด้วยความที่การเริ่มต้นย่อมต้องมีการสิ้นสุด ทั้งโดยสมมติและปรมัตถ์ วันเวลาของชีวิตที่กำหนดร่วมกันว่าเป็นหนึ่งปี ก็จะต้องถึงกาลสิ้นสุดในวันสิ้นปี นับเป็นช่วงเวลาแห่งการทบทวนบทเรียนชีวิตที่ผ่านมาผ่านไป พร้อมกับกาลเวลาที่ล่วงเลยไหลลับไม่กลับมาอีกครั้งหนึ่ง กาลเวลานี่แหละ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าทรัพย์สินเงินทองใดๆทั้งหมดทั้งสิ้น

ด้วยเหตุที่ว่าเพราะทรัพย์สมบัติใดๆ ในโลกนั้น เมื่อใช้ไปแล้วเรายังสามารถแสวงหาทรัพย์สินนั้นได้ใหม่ และอาจได้มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่สำหรับกาลเวลาเมื่อหมดไปแล้วก็หมดไปเลย ไม่อาจแสวงหากาลเวลาที่ใช้หมดไปแล้วหวนกลับคืนมาได้อีกแม้สักหนึ่งเสี้ยววินาที

ดังนั้นการให้ทรัพย์สินสมบัติ จึงยังไม่มีคุณค่าเท่ากับการให้เวลา จึงมีสมโณวาทตอนหนึ่งว่า "การให้ในสิ่งที่มีคุณค่า คือการให้เวลาแก่กันและกัน"

หลวงตาแพรเยื่อไม้ พระนักเขียนผู้ล่วงลับดับชีพไปนานแล้ว ผูกคำคล้องจองว่า "มียักษ์ตนหนึ่งหนา มีหน้าสามหน้า มีตาสองข้าง ข้างหนึ่งสว่าง ข้างหนึ่งริบหรี่ มีปากสิบสองปาก มีฟันไม่มากปากละสามสิบซี่ กินสัตว์ทั่วปัฐพี ยักษ์ตนนี้ชื่ออะไร"

คำเฉลยก็คือ กาลเวลาหรือ พระกาล นั่นแหละคือยักษ์ตนนั้น หน้าสามหน้าคือมีสามฤดู ตาสองข้าง ข้างหนึ่งสว่าง ข้างหนึ่งริบหรี่คือกลางวันกลางคืน ปากสิบสองปากคือสิบสองเดือน ฟันสามสิบซี่ก็คือในหนึ่งเดือนมีสามสิบวัน กินสัตว์ทั่งปัฐพีก็คือกาลเวลาย่อมกลืนกินสรรพวสัตว์ หรือจะกล่าวว่ากาลเวลากลืนกินสรรพสิ่งก็จะถูกต้องมากขึ้น

อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต ผู้บัดนี้ถูกกาลเวลากลืนกินไปสู่พยาธิสภาพ ได้แปลและเรียบเรียงกวีอินเดียหนังสือ "ช่องที่ไม่ว่าง" มีกวีบทหนึ่งที่น่าสนใจตอนหนึ่งว่า

"ณ นครหนึ่งรมณีย์ มีวีรกษัตริย์ผ่านพิภพ เหล่าสามันตราชสยบแทบยุคลบาท มุขมนตรีผู้ชาญฉลาดประดับพระบารมี มวลกวีขับกล่อมนิพนธ์เฉลิมพระเกียรติ เหล่าขัตติยนารีละเมียดละไมพักตร์ และขุนนางผู้สูงศักดิ์เฝ้าแวดล้อม ทรงแสนยาสพักพร้อมมหาศาล แต่ก็ยังพ่ายแก่พระกาลผู้เป็นเจ้าแห่งสกลโลก ผู้ฝากรอยวิปโยคแก่สรรพสิ่งพระกาล ก็คือเจ้าแห่งเวลา คือความตายนั่นเอง"

อมตะธรรมหลวงพ่อปัญญา

พระพรหมมังคลาจารย์ หรือที่ชาวพุทธรู้จักกันดีทั่วไปในนามของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ อดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ จ.นนทบุรี พระผู้พ่ายแพ้ต่อสังขารเช่นกัน ได้เคยแสดงธรรมไว้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๒๐เรื่องสังขารไว้ว่า

มีบางคนเคยถามว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ ๔ แล้ว คือรู้เรื่องความทุกข์ เหตุของความดับทุกข์ได้ รู้เรื่องอาการดับทุกข์และวิธีการดับทุกข์ได้ พระองค์ก็พ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย แล้วเขาก็ถามว่าก็ยังแก่อยู่นี่ พระพุทธเจ้าก็ทรงชราอยู่แล้ว ก็ยังเจ็บด้วยโรค แล้วก็ยังตายเหมือนกัน

ถ้าเขาถามในรูปอย่างนั้น อันการที่ถามมาในรูปอย่างนั้นๆ ก็ยังแสดงว่าไม่เข้าใจความหมายของเรื่องที่ว่า ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่ใช่อย่างนั้น

ร่างกายมันเป็นเรื่องของสังขาร เมื่อเกิดมันก็ต้องแก่เป็นธรรมดา ต้องมีความเจ็บไข้โรคภัยเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แล้วก็ต้องตาย คือหมดลมหายใจนี้เป็นเรื่องธรรมดา

แต่ที่ว่าไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายนั้น ก็เพราะว่าจิตไม่ได้ยึดถือในตัวตนว่าเป็นของตน ไม่มีตนจะให้แก่ ไม่มีตนจะให้เจ็บ ไม่มีตนจะให้ตาย จึงเรียกว่าจิตของพระอรหันต์นั้น ไม่แก่ไม่เจ็บ ไม่ตาย เพราะไม่ได้เข้าไปยึดถือไว้นั่นเอง

แต่ว่าคนเราที่เป็นปุถุชนคนธรรมดานี้มีความแก่ ความเจ็บ ความตาย อยู่ทุกวันเวลา เพราะว่าจิตเรายังยึดถือในตัวตนอยู่ ยังมีตัวฉัน ยังมีของฉัน เมื่อมีตัว มีของตัว มันก็ต้องมีความเปลี่ยนไปตามสภาพ เราก็เป็นทุกข์ เช่น ผิวหนังย่นยู่ก็เป็นทุกข์ ตามืดก็เป็นทุกข์ หูตึงก็เป็นทุกข์ ปวดเอว ปวดหลังก็เป็นทุกข์ กินไม่ได้ก็เป็นทุกข์ กินได้มากเกินไปก็เป็นทุกข์เหมือนกัน

นี่มันเป็นเรื่องของคนธรรมดา ที่จิตใจยังติดพันอยู่ในวัตถุ ยังยึดถือว่าวัตถุเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา ก็ต้องเกิดความเป็นอย่างนั้น

แต่ว่าจิตของพระอริยเจ้านั้น ท่านไม่มีเหมือนเรา จิตท่านแตกต่างจากเรา เพราะท่านปฏิเสธหมดแล้ว ไม่มีอะไรเป็นของท่าน อะไรๆ มันเกิดขึ้นท่านก็เฉยๆ คล้ายๆ กับเรื่องอย่างนี้ เหมือนกับว่ามีอะไรของใครเขาหาย เราไม่ได้เป็นทุกข์กับเขา

0 ไตรเทพ ไกรงู 0