
ไอทีส่อเค้ารัดเข็มขัดเอวคอด
วิกฤติเศรษฐกิจลามมาถึงภาคไอทีบริษัทพี่บิ๊กพากันลดพนักงานเป็นแถว ยอดสั่งซื้อยวบยาบ ช่วงที่กำลังซื้อป้อแป้ อุตสาหกรรมไอทีเลยหันมาปรับปรุงอุปกรณ์ให้ประหยัดเงินในกระเป๋าผู้ซื้อมากขึ้น
จากข้อมูลการสำรวจตลาดไอทีของไทยพบว่ากระแสอุปกรณ์ไอทีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มเติบโตขึ้น โดยเฉพาะในรูปของคอมพิวเตอร์กินไฟน้อยที่หลายค่ายต่างซุ่มพัฒนากันยกใหญ่เพื่อรองรับกระแสประหยัดพลังงาน
แนวโน้มอุตสาหกรรมไอทีปี52 เราจะได้เห็นอุปกรณ์ไอทีประหยัดพลังงาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ไม่ลดทอนประสิทธิภาพ วัสดุที่ใช้สามารถนำกลับมาเข้ากระบวนการเพื่อใช้ใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์พีซีตั้งโต๊ะ หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ นายจำรัส สว่างสมุทร ที่ปรึกษาโครงการสำรวจตลาดเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารของประเทศไทย กล่าว
ถึงกระนั้นไอทีสีเขียวเพื่อโลกสวยคงมาพอเป็นกระษัย ไม่ถึงขั้นทำยอดปรู๊ดปร๊าดแซงหน้าคอมพิวเตอร์รุ่นเดิมที่ขายอยู่ แต่จะค่อยแทรกเข้ามาในกลุ่มเป้าหมายองค์กรขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนทีละเล็กละน้อย ทดแทนคอมพิวเตอร์ระบบเดิมที่เริ่มหมดอายุการใช้งานในแต่ละปี
ผมคิดว่าการจะให้ไอทีสีเขียวมาแทนที่เทคโนโลยีเดิมได้ทั้งหมดน่าจะใช้เวลามากกว่า5-10 ปีขึ้นไป เพราะเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ได้ประมาณ 5 ปีก็มักตกรุ่นหรือหาอะไหล่มาใช้ซ่อมแซมได้ยากจนต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ในที่สุด ที่ปรึกษาโครงการ กล่าว
หลังมีการเปิดตัวเมื่อกลางปี 2550 ที่ผ่านมา ผู้บริโภคเริ่มสนใจเทคโนโลยีไอทีสีเขียวมากขึ้นในรูปของคอมพิวเตอร์ประหยัดพลังงาน อุปกรณ์ไอทีที่สามารถรีไซเคิลได้ และเชื่อว่าจะเพิ่มขึ้นได้อีกมาก
นอกจากนวัตกรรมสีเขียวแล้วเทคโนโลยีเสมือนจริงก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะถูกนำมาใช้มากขึ้นสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูล ให้ผู้ใช้เข้ามาสืบค้นได้ตามต้องการ โดยที่ไม่ต้องถ่อเรือไปหาถึงที่ด้วยตนเอง ประหยัดน้ำมัน ค่าโดยสาร และเวลา
เทคโนโลยีที่น่าจับตาอีกตัวคือจอภาพ โอแอลอีดี (OLED หรือ Organic Light Emitting Diode) ซึ่งจะมาแทนที่จอภาพแอลซีดี มีข้อดีคือขนาดจอที่เล็กลง น้ำหนักเบา ทนต่ออุณหภูมิต่ำ ใช้พลังงานน้อยกว่า 20% ภาพสีคมชัดและสว่างกว่า เชื่อว่าจะมาทดแทนจอภาพเดิมที่ใช้กันอยู่ภายในไม่กี่ปี
อีกนวัตกรรมหนึ่งที่ช่วยประหยัดพลังงานไม่แพ้กันคือระบบประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ แปลตรงตัวมาจากคำว่า Cloud Computing เป็นรูปแบบการให้บริการผ่านเครือข่ายที่ช่วยให้ผู้ใช้ปลายทางประหยัดเงินมากขึ้น แทนที่จะจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อการสั่งซื้อระบบทั้งหมดมาใช้งานเพียงเครื่องสองเครื่อง แต่ระบบประมวลผลบนก้อนเมฆอะไรนี่ ผู้ใช้จะจ่ายเท่าที่ต้องการใช้งาน ตัวบริการจะล่องลอยอยู่บนเครือข่ายเหมือนก้อนเมฆ
จำรัสกล่าวต่อว่า เทคโนโลยีไอทีสีเขียวบ้านเราอาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้แบบปัจจุบันทันด่วน แต่อนาคตจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนตามกระแสความนิยมของโลก ที่ผลิตเทคโนโลยีป้อนตลาดมากขึ้น
ไอซีทีไทยหดตัวลงแรง
นอกจากนี้การสำรวจตลาดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทยประจำปี 2551 ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ประกอบการรายหลักของตลาดกว่า 200 รายทั่วประเทศ ประกอบกับข้อมูลแหล่งต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน พบว่าการใช้จ่ายสินค้าและบริการด้านไอซีทีของไทยมีมูลค่าโดยรวม 5.42 แสนล้านบาท หรือเพิ่มจากปี 2550 เพียง 8.3% ค่อนข้างต่างจากที่ประมาณการไว้ว่าน่าจะเพิ่มราว 13.1%
อย่างไรก็ตามแนวโน้มการใช้จ่ายในกลุ่มต่างๆ ยังคงในรูปแบบเดิม อาทิ การใช้จ่ายในตลาดสื่อสารร้อยละ 69.9 หรือ 3.79 แสนล้านบาท รองลงมาเป็นการใช้จ่ายในตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการด้านคอมพิวเตอร์มีมูลค่า 7.5 หมื่นล้านบาท 6.2 หมื่นล้านบาท และ 2.4 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ
ปีนี้ตลาดไอซีทีจะเติบโตน้อยลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหรือเพียงร้อยละ 5.2 โดยตลาดที่จะเติบโตสูงสุดในปีนี้คาดจะเป็น ตลาดบริการด้านคอมพิวเตอร์ ร้อยละ 14.2 รองมาเป็นตลาดสื่อสารและตลาดคอมพิวเตอร์ซอฟแวร์ ส่วนตลาดฮาร์ดแวร์อาจไม่เติบโตเท่าที่ควร ที่ปรึกษาโครงการสำรวจตลาดเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร กล่าว
กานต์ดาบุญเถื่อน



