ไลฟ์สไตล์

ศิลปินแนะทางออกคนไทยไม่สนใจ 'ศิลปะ'

ศิลปินแนะทางออกคนไทยไม่สนใจ 'ศิลปะ'

30 ธ.ค. 2552

"เป็นคนชอบศิลปะ เพราะดูแล้วรู้สึกสบายใจ ถ้ามีโอกาสก็จะตามไปชมนิทรรศการศิลปะที่ตัวเองสนใจ อย่างพวกงานประติมากรรมสวยๆ หรือภาพเขียนสีน้ำ คิดว่าที่คนไม่ค่อยไปดูงานศิลป์ อาจจะติดตรงที่ต้องสนใจเรื่องปากท้องก่อนที่จะมีอารมณ์สุนทรีย์" สุภี อาจทวีกุล อายุ 32 ปี พ

 "ชื่นชอบศิลปะอยู่ในระดับหนึ่ง ที่สามารถจะเอามาใช้ประกอบกับชีวิตประจำวันได้ ส่วนตัวจะติดตามเรื่องราวของศิลปะผ่านทางนิตยสาร เเต่ไม่เคยไปดูนิทรรศการศิลปะเเบบเป็นจริงเป็นจัง เพราะคิดว่าที่จัดการเเสดงนั้นมีน้อย หรืออาจจะมีเยอะเเต่ก็ไม่มีอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าหาดูได้ง่ายเหมือนไปชมภาพยนตร์" ณุวภา ฉัตรวรฤทธิ์ อายุ 21 ปี นักศึกษา

 จริงอยู่ "ศิลปะ" เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก เป็นบริบทที่มีความอิสระจากกรอบอื่นใด แต่ลึกๆ หากความมุ่งมั่นของศิลปินที่ต้องการถ่ายทอดความคิดนั้นกลับถูกปล่อยทิ้งไว้อย่างไร้ใครเหลียวแล ห้องจัดแสดงนิทรรศการที่โล่ง จะต่างอะไรกับอาหารที่เต็มโต๊ะ แต่ไม่มีใครเรียกร้องอยากจะกิน!

 ดูเหมือนแรงกระเพื่อมเรื่องศิลปะในสังคมไทยกำลังถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอย่างหนาหู แม้ว่าในช่วงหลังๆ มานี้จะมีหอศิลป์ผุดขึ้นมารองรับผลงานของศิลปิน และกระตุ้นให้ผู้คนเข้าไปเดินเสพศิลปะค่อนข้างมาก หากนั่นเฉพาะวันเปิดงานหรือเพียงกลุ่มนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนวิชานี้เท่านั้นที่ให้ความสนใจ ปรากฏการณ์งานศิลป์เงียบเหงาจึงเป็นที่มาให้ศิลปินเริ่มโอดครวญ

 "ช่วงหนึ่งเคยมีความหวังที่ดีมาก ตอนชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สร้างหอศิลป์ตามภูมิภาค 4 แห่ง อย่าง เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา และริเริ่มให้มีรางวัลศิลปินแห่งชาติ ทำให้ศิลปินได้ทำงานต่อเนื่อง ไม่บอดใบ้ต่อศิลปะ ศิลปินรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นเยอะ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะสังคมยังไม่รองรับงานแสดงของพวกเขา อย่าว่าแต่ไปซื้อเลย ไปดูยังไม่ไป จึงเกิดข้อสันนิษฐานว่าคนอาจจะเบื่อรูปแบบงานเดิมๆ หรืออีกแง่หนึ่งเราอาจไม่ถูกปลูกฝังมาให้ดูศิลปะก็เป็นได้" ดร.กมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ ปี 2540 (จิตรกรรมและสื่อผสม) เปิดทัศนะ

 หากเป็นอย่างที่ ดร.กมล ตั้งข้อสงสัย แสดงว่ารากฐานด้านการสร้างสุนทรีย์ของคนไทยกำลังมีปัญหา นรินทร์ โพธิสมบัติ ศิลปินอิสระรุ่นใหม่ ให้มุมมองว่าคงต้องกระตุ้นตั้งแต่เด็กๆ ให้รู้จักศิลปะแล้วจะรู้คุณค่า รวมถึงให้ความคิดและแรงบันดาลใจใหม่ๆ แต่เท่าที่สังเกตเมืองไทยยังให้การส่งเสริมศิลปะค่อนข้างน้อย

 "พ่อแม่ไม่ค่อยสนับสนุนให้ลูกเรียนศิลปะ เหมือนเป็นการปิดกั้นความสนใจและจินตนาการ ทั้งที่ลึกๆ แล้วบางคนมีพรสวรรค์ ถ้าต่อยอดให้ก็อาจเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง แต่พอถูกขวางทำให้โตขึ้นมาแล้วขาดอารมณ์สุนทรีย์ ศิลปะเป็นเรื่องของจิตใจความคิด ต้องพัฒนาไปด้วยกัน ถ้าพัฒนาเด็กให้ซึมซับ เขาก็จะไม่เข้าหาอบายมุข" รศ.อิทธิพล กล่าว

 สอดคล้องกับมุมมองของ ศ.เดชา วราชุน ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ ปี 2550 (ภาพพิมพ์และสื่อผสม) ที่เห็นว่าเริ่มจากต้องมีที่ให้นักศึกษา หรือคนทั่วไปได้ดูศิลปะ แล้วจะเกิดความเคยชิน สำคัญต้องปูความรู้เรื่องศิลปะตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงการมีหอศิลป์แบบถาวรไว้รองรับผลงานของศิลปิน ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า ทุกวันนี้คนไทยจำนวนไม่น้อยมักฟันธงว่าสิ่งใดที่ดูรู้เรื่องนั่นเป็นศิลปะ ส่วนอะไรที่ไม่เข้าใจไม่ใช่ศิลปะ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย

 "ควรจะมีหอศิลป์ที่มีงานแสดงถาวรหมุนเวียน บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะทุกยุคสมัย และมีที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่โนเนมด้วย อย่าง สวิตเซอร์แลนด์ เขามีหอศิลป์ทุกเมือง เช่นเมืองซูริก หนึ่งเดือนจะมีช่วงให้เข้าชมหอศิลป์ฟรี ผมเองมีโอกาสเข้าไปหอศิลป์ช่วงนี้ เห็นเด็กเล็กๆ เข้ามาดูงานศิลป์เต็มไปหมด ซึ่งศิลปะไม่จำเป็นต้องดูรู้เรื่องก็ได้ คิดเองตามธรรมชาติดก็เป็นศิลปะ เหมือนดนตรีมีหนักเบาสูงต่ำ เมื่อเป็นลักษณะนี้ครูก็ต้องให้เด็กมีอิสระทางความคิด นั่นคือต้องสอนให้เด็กเห็นนามธรรมก่อน แล้วเขาจะมีสุนทรียะ" ศิลปินแห่งชาติชี้ชวน

 แม้วงการศิลปะบ้านเราจะพัฒนาไปมาก แต่ทางออกเกี่ยวกับเรื่องนี้ดูจะไม่ง่าย ด้วยอีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นอุปสรรคอย่างตัวศิลปินเองยังคงไม่ได้รับการตอบโจทย์ โดยศิลปินรุ่นใหญ่ ดร.ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ ปี 2544 (จิตรกรรม) ให้ทรรศนะว่า ศิลปินต้องคิดนอกกรอบ เพราะศิลปะไม่ใช่เรื่องตายตัว ต้องสื่ออารมณ์สื่อความคิดได้ ไม่ยึดติดกับอะไรทั้งนั้น ถึงจะเรียกว่าเป็นศิลปินตัวจริง และถ้าจะให้เห็นเป็นรูปธรรมผู้ที่เกี่ยวข้องต้องทำงานจริงจัง

 "เรามีสำนักวัฒนธรรมแห่งชาติก็คอยกระตุ้นสิ กระทรวงวัฒนธรรมตั้งมากว่า 6 ปี ก็ยังเดินไปไม่ถึงไหน เพราะคนใหญ่คนโตไม่เหลียวมาดู ทุกวันนี้ศิลปินพยายามจุดตะเกียงให้แสง อย่าง อ.กมล ทำเรื่องวัฒนธรรมมาตลอดชีวิต ต่อยอดออกเดินสายเป็นศิลปินแห่งชาติสัญจร หรือผมเองก็พยายามสนับสนุนศิลปินรุ่นหลังๆ ไปดูงานต่างประเทศ เพื่อกลับมาต่อยอดให้เยาวชนไทย เราเชื่อว่าในความมืดต้องมีสว่างสักวัน แต่ถ้าเมื่อวานไม่ดี แล้วพรุ่งนี้จะดีได้อย่างไร" ปรมาจารย์ด้านศิลปะ กล่าวทิ้งท้ายเป็นแง่คิด

 ไม่ว่าศิลปะจะก้าวไปไกลสักเพียงใด หากคนเสพซึ่งมีส่วนผลักดันให้เฟื่องฟูยังเข้าไม่ถึง ศิลปะคงเป็นเพียงวัตถุชิ้นหนึ่งที่ตั้งแสดงไว้โก้ๆ เท่านั้น