
อภิสิทธิ์แนะสธ.ทบทวนจัดซื้อจัดจ้างไทยเข้มแข็ง
ปลัด สธ. เผย "นายกฯ" แนะให้ทบทวน รายการจัดซื้อจัดจ้างโครงการไทยเข้มแข็ง ระบุให้คำนึงความจำเป็นก่อน ชี้ เป็นขรก.ต้องพร้อมถูกตรวจสอบ ยันยังไม่ได้กระทำการส่อทุจริต แค่เข้าข่ายบกพร่อง
(30ธ.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง ได้เดินทางเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงกรณีที่คณะทำงานสอบทุจริตในโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทย เข้มแข็ง ของกระทรวงสาธารณสุข รายงานผลการสอบสวนโดยระบุว่ามีการส่อทุจริต ใช้เวลาหารือเกือบ 1 ชั่วโมง
ต่อมาเวลา 14.35 น. นพ.ไพจิตร์ กล่าวหลังเข้าพบว่า จุดประสงค์ของการเข้าพบนายกฯ ครั้งนี้เพื่อเรียนข้อเท็จจริงของปัญหาว่าเป็นอย่างไร และเราได้ทำอะไรไปบ้าง นอกจากนี้ยังขอนโยบายจากนายกฯ เพื่อเดินหน้าทำงานสนองนโยบายของรัฐบาลให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ไม่ได้ตั้งใจจะมาเพื่อขอความเป็นธรรมอย่างที่ตั้งข้อสังเกต เพราะคิดว่านายกฯกรุณาพวกเราอยู่แล้ว เมื่อถามว่านายกฯกำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ไม่มี แต่นายกฯให้นโยบายไว้ 3 - 4 ข้อ เช่น ให้กลับไปทบทวนรายงานจัดซื้อจัดจ้าง หากพบว่ามีอะไรที่ยังไม่จำเป็นก็ให้ถอน ออกก่อน ส่วนรายการสินค้าใดที่แพงไปก็ให้ไปปรับลดราคาลง อย่างไรก็ตามนายกฯได้กรุณาเรื่องเงื่อนไขเวลาในการกลับไปพิจารณาเรื่องต่างๆ ลง ทำให้เราทำงานได้อย่างสะดวกขึ้น ซึ่งทางผู้ที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่นายกฯมอบให้เร็วที่สุด
ต่อข้อถามว่าในการหารือนายกฯได้สอบถามประเด็นผลการสอบชุดนพ.บรรลุ ศิริพานิช ที่ระบุว่ามีการส่อทุจริตอย่างไรบ้าง นพ.ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า คิดว่านายกฯให้ความกรุณากับข้าราชการอยู่ และเข้าใจว่าพวกเราตั้งใจทำงาน เมื่อถามว่านายกฯได้สอบถามกรณีที่ทางกระทรวงจะเสนอของบประมาณในเรื่องนี้เพิ่มเติม หรือไม่ ไพจิตร กล่าวว่า เรื่องนี้จะพิจารณาหลังจากการเดินหน้าจัดจ้างไปแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่าจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยข้าราชการหรือไม่ นพ.ไพจิตร กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจของนายกฯ ดังนั้นให้ถามจากนายกฯจะดีกว่า เพราะตนเป็นผู้ที่ต้องรับนโยบาย ต้องชี้แจงว่าก่อนที่จะเข้ามาเป็นปลัดฯ ตนแทบจะไม่ได้ดำเนินการอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เมื่อมีเสียงสะท้อนว่าอาจจะมีความไม่โปร่งใสตั้งแต่วันที่ 25 - 26 ก.ย. รัฐมนตรีก็ได้สั่งชะลอโครงการทั้งหมดจน และจนขณะนี้ไม่ดำเนินการใดๆ เมื่อถามย้ำว่านายกฯได้สอบถามเกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบผู้ ที่เกี่ยวข้อง นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ต้องถามนายกฯ เพราะข้าราชการไม่สิทธิ์ขัดข้องหรือไม่ขัดข้อง มีแต่จะต้องขอความกรุณาจากผู้บังคับบัญชาให้เข้าใจและเห็นใจการทำงานของเรา
เมื่อถามว่าการที่นายวิทยา แก้วภราดัย ประกาศลาออก ถือเป็นการกดดันการทำงานของข้าราชการหรือไม่ นพ. ไพจิตร์ กล่าวว่า ข้าราชการประจำกับข้าราชการการเมืองนั้นต่างกัน เพราะข้าราชการมีระเบียบแบบแผน มีองค์รองรับการทำงานอย่างชัดเจน หากใครคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ไปฟ้องร้องกับศาลปกครองได้ เมื่อถามว่ายังยืนยันที่จะทำหน้าที่ปลัดกระทรวงต่อหรือไม่ นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ขอย้ำว่าตนยังไม่ได้กระทำการที่ทุจริต ในส่วนของตนนั้นอยู่ในข่ายอาจจะเข้าข่ายบกพร่องเท่านั้นเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่ารู้สึกสบายใจขึ้นหรือไม่ที่ได้หารือประเด็นที่สังคมจับตา มองกับนายกฯ นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า คนเราต้องรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ สำหรับตนมั่นใจว่ายังยืนดูหน้าคนได้อย่างสง่าผ่าเผย เพราะยังไม่ได้ทำอะไร ผู้สื่อข่าวถามว่ามั่นใจว่าจะชี้แจงได้หรือไม่ หากมีการส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช .) พิจารณา นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ข้าราชการไม่มีที่ส่งป.ป.ช. แต่จะต้องเป็นข้าราชการที่เกษียณ สำหรับการพิจารณาในส่วนของตนขึ้นอยู่กับนายกฯ อย่าง ไรก็ตามการทำงานของข้าราชการต้องดูแลทุกอย่างให้ดีที่สุด เพราะระบบการตรวจสอบจากสังคมและหน่วยงานต่างๆถือว่าเข้มแข็ง ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ดี
อภิสิทธิ์ยันให้ความเป็นธรรมขรก.สธ.เอี่ยวไทยเข้มแข็ง
เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ว่า ปลัดกระทรวงสาธารณสุขมาขอความชัดเจนเรื่องวิธีการทำงานต่อไปที่เกี่ยวข้องกับโครงการไทยเข้มแข็ง เพราะครม.ได้ขีดเส้นไว้ว่าจะต้องยื่นภายใน 30 ม.ค. และขอความมั่นใจในเรื่องการให้ความเป็นธรรมเกี่ยวกับการดำเนินการสอบข้าราชการ ซึ่งตนก็ได้บอกไปว่าไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะรัฐบาลจะต้องให้ความเป็นธรรม และระบบราชการก็จะมีกลไกทั้งในช่วงที่มีการสอบวินัย และช่วงการใช้สิทธิอุทธรณ์ ส่วนในเรื่องของงบประมาณของไทยเข้มแข็งนั้น หากอุปกรณ์ใดที่คณะกรรมการได้สรุปมาว่าไม่ได้เป็นความต้องการ หรือไม่มีความจำเป็นของโรงพยาบาลก็ให้ยกเลิก ส่วนอุปกรณ์หรือการก่อสร้างใดที่ราคากลางสูงเกินไป ก็ให้ปรับราคาลงมาตามที่ได้สรุป
อย่างไรก็ตามกรอบเวลาอาจมีความล่าช้าไปบ้าง เพราะต้องทบทวน ซึ่งตนกำลังให้ส่งข้อมูลที่ปรากฏในรายงานทั้งหมด เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่จะต้องเข้ามากลั่นกรองโครงการเหล่านี้อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้จะมีการตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยตามที่คณะกรรมการสอบสวนได้เสนอเข้ามา โดยให้เป็นตามกฎหมาย ก.พ. อย่างไรก็ตามยังไม่มีการพิจารณาย้ายปลัดกระทรวงสาธารณสุขมาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะต้องไปไล่ดูทีละคนว่าข้อกล่าวหาคืออะไร ซึ่งในกรณีของปลัดกระทรวงข้อกล่าวหาคืออาจบกพร่อง แต่ไม่มีเจตนาที่ไม่สุจริต ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องความผิดทางอาญานั้น รัฐบาลก็จะต้องส่ง ป.ป.ช.ต่อไปตามที่คณะกรรมการเสนอมา เพราะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ



