ไลฟ์สไตล์

5เคล็ดลับไร้โรคภัยพาลูกรักเที่ยวปีใหม่

5เคล็ดลับไร้โรคภัยพาลูกรักเที่ยวปีใหม่

31 ธ.ค. 2552

ปีใหม่หลายๆ ครอบครัวพากันไปเที่ยว บ้างก็ขึ้นเหนือ บ้างก็ลงใต้ บ้างก็กลับบ้านต่างจังหวัด ครอบครัวที่มีเด็กเล็กควรเตรียมพร้อมให้ดี โดยเฉพาะความพร้อมด้านสุขภาพร่างกายของเด็ก เพราะหากทริปท่องเที่ยวที่ตั้งตารอคอยของเด็กๆ

และครอบครัวจะหมดสนุกไปทันที หากเที่ยวไปพร้อมๆ กับเสียงไอเสียงจามตามมาอยู่ไม่ขาด หรือได้โรคภัยกลับมาเป็นของฝาก เพราะในช่วงปีใหม่อากาศหนาวเย็นเด็กเล็กมักจะเจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะไข้หวัด และปอดบวม ที่ชอบมาก่อกวน และทำลายบรรยากาศรื่นเริงในช่วงปีใหม่เป็นประจำทุกปี

 พญ.จีรารัตน์ บุญสร้างสุข กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจและภูมิแพ้ แนะนำว่า โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด และปอดบวม เป็นโรคที่ระบาดในช่วงหน้าหนาว พบมากในเด็กเล็ก ซึ่งจะมีโอกาสแพร่ระบาดได้มากเมื่อเด็กๆ อยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เช่น โรงเรียน หรือเนิร์สเซอรี่ เนื่องจากเด็กๆ ยังมีภูมิคุ้มกันไม่สมบูรณ์พอ และยังไม่รู้จักวิธีการป้องกันตนเอง

 ดังนั้น พ่อแม่ และผู้ปกครองจะต้องช่วยสอนให้เด็กๆ ปฏิบัติตามวิธีการป้องกันโรคง่ายๆ ซึ่งเสมือนเป็นเกราะป้องกันโรคขั้นแรก ได้แก่ 1.การเลี้ยงดูทารกด้วยนมแม่ 2.การให้เด็กๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ 3.การสร้างสุขอนามัยที่ดีเป็นประจำ เช่น การล้างมือให้สะอาดอย่างถูกวิธี การปิดปากปิดจมูกทุกครั้งที่ไอหรือจาม เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค 4.การออกกำลังกายให้แข็งแรง ทำร่างกายลูกน้อยให้อบอุ่นอยู่เสมอ ดื่มน้ำมากๆ 5.การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ด้วยการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นมาก

 ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้เด็กไทยทุกคนได้รับวัคซีนพื้นฐานทั้งสิ้น 10 เข็ม ซึ่งช่วยป้องกันโรคที่เกิดอุบัติการณ์บ่อยในประเทศไทย ก่อให้เกิดความพิการและเสียชีวิตสูง ได้แก่ วัคซีนบีซีจี (BCG) ป้องกันวัณโรค วัคซีนตับอักเสบบี (HBV) วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (DTP) วัคซีนโปลิโอชนิดกิน (OPV) วัคซีนหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) และวัคซีนไข้สมองเจอี (JE)

 นอกจากนี้ ยังมีวัคซีนเสริมอื่นๆ  ที่เด็กๆ ควรได้รับเพิ่มเติมอีก เช่น  วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี เป็นวัคซีนที่เด็กเล็กควรจะได้รับในช่วงหน้าหนาวและหน้าฝน เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถกลายพันธุ์จนเกิดสายพันธุ์ใหม่ๆ ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นและรักษาได้ยากขึ้น ควรฉีดเมื่อเด็กมีอายุ 6 เดือน และฉีดกระตุ้น 1 เข็มทุกๆ ปี แต่วัคซีนนี้ยังไม่สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้

วัคซีนไอพีดี หรือวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส ที่สามารถป้องกันโรคปอดบวมและปอดอักเสบรุนแรง ซึ่งเป็นโรคที่คร่าชีวิตเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบทั่วโลกกว่าปีละ 2 ล้านคน และเป็นโรคแทรกซ้อนโรคระบบทางเดินหายใจที่สำคัญ นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันกลุ่มโรคติดเชื้อรุนแรง ที่ทำให้เด็กเล็กมีโอกาสพิการและเสียชีวิตสูง เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นต้น จะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อฉีดตอนเด็กเล็กมีอายุ 2, 4, 6 เดือน และฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 12-15 เดือน ซึ่งเป็นช่วงอายุที่เด็กเล็กมีความเสี่ยงมากที่สุด หากได้รับวัคซีนไอพีดีครบตามที่กำหนดจะสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ดังกล่าวได้สูงถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์
 วัคซีนไอพีดียังเป็นวัคซีนที่องค์การอนามัยโลก (WHO) เรียกร้อง และแนะนำให้ทุกประเทศบรรจุไว้ในแผนวัคซีนแห่งชาติ เพื่อลดอัตราการตายของเด็กเล็กทั่วโลกจากอุบัติการณ์โรคปอดบวม และโรคไอพีดี ตั้งแต่ปี 2005 มีผลการศึกษาจากกรมควบคุมโรคสหรัฐอเมริกายืนยันถึงความคุ้มค่าของวัคซีนไอพีดีที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยอีกด้วย ซึ่งประเทศอเมริกาได้ฉีดวัคซีนไอพีดีให้แก่เด็กเล็กทุกคนตั้งแต่ปี 2000 ซึ่งตัวเลขอุบัติการณ์ของโรคไอพีดีและโรคปอดบวมรุนแรงในเด็กเล็กลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 อาการสำคัญของโรคระบบทางเดินหายใจที่ระบาดในช่วงฤดูหนาว ประกอบด้วย มีไข้ ไอ และมีน้ำมูก ซึ่งเป็นการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน แต่ถ้าหากลูกน้อยมีอาการซึม ไม่กินอาหาร หายใจลำบากและหายใจแรง จนจมูกบาน, ซี่โครงบุ๋ม หรือมีเสียงดังวี้ดๆ หรือหายใจเร็ว ซึ่งในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบ หายใจเร็วมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที และในเด็กเล็กที่มากกว่า 1 ขวบ หายใจเร็วมากกว่า 40 ครั้งต่อนาที ให้สงสัยว่าเป็นโรคปอดบวม ซึ่งมีโอกาสเป็นโรคปอดบวมรุนแรง ให้รีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย และเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง