
ขันติธรรม-อภัยทานพุทธสันติวิธีสู่ชีวิตใหม่ของชาวไทย
ก้าวสู่ปีใหม่ พ.ศ.๒๕๕๓
ก้าวสู่ปีใหม่ ขอชาติไทย จงสงบ
ขอชาวไทย พึงพานพบ สุข...สดใส
ธรรมสมาน เกื้อการุณ ร้อยใจไทย
ให้อภัย รู้อภัย แผ่นดินไทย...เจริญ
เจริญพรสาธุชนชาวไทย ทุกๆ ท่าน เนื่องในการก้าวย่างสู่วาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๓ ขอพุทธศาสนิกชนพึงถึงพร้อมด้วยความสุขอันเกิดแต่โดยธรรม พึงตั้งจิตมั่นอธิษฐานถึงคุณแห่งสัจจะ เพื่อขอความสิ้นไปใน ทุกข์ โรค ภัย ทั้งปวง อันเป็นไปตามหลักพระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อขนถ่ายสัตว์ออกจากสังสารทุกข์ เพื่อความดับทุกข์ให้สิ้น ได้แก่การถึงซึ่งพระนิพพาน นั่นเอง
“ขันติ ปรมัง ตะโปตีติกขา, นิพพานัง ปรมังวะทันติพุทธา” จากพระบาลีดังกล่าว ที่ปรากฏอยู่ในพระโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งขอยกมาเพียง ๒ บาท เพื่อประกอบการพิจารณา แปลความว่า ความอดทนเป็นตบะ เป็นเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ตรัสสรรเสริญว่า พระนิพพานเป็นธรรมอันเยี่ยมนั้น มีความหมายลึกซึ้ง ชวนให้คิด ชวนให้พิจารณา เพื่อก่อให้เกิดปัญญาความรู้ เพื่อสืบสานสร้างพลังจิตให้เข้มแข็ง ในอันที่จะใช้ในการเดินทางไปบนสะพานแห่งชีวิต ที่ทอดตัวไปข้างหน้าอย่างไม่รู้ที่สุดแห่งจุดหมายปลายทาง แม้เหลียวหลังกลับไปมอง ก็ไม่รู้ว่า เริ่มต้นทางชีวิตไว้ที่ไหน เมื่อไหร่
พระพุทธศาสนาจึงสอนให้กำหนดรู้ ณ ปัจจุบัน เพื่อประโยชน์ที่แท้จริง ที่ควรเริ่มต้นกระทำนับแต่บัดนี้ ไม่ควรอาลัยในเรื่องที่ผ่านไป และไม่ควรพะวงกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
สิ่งต่างๆ ในอดีตก็ผ่านไปแล้ว และในอนาคตก็ยังมาไม่ถึง จึงควรคำนึงอยู่แต่ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องดำรงตนอย่างมีสติทำปัญญา เพื่อความรู้เท่ารู้ทันทุกก้าวของชีวิต ที่ย่างเดินต่อไปอย่างหยุดไม่ได้ จะเหลียวแลเรียกร้องหาใครมาช่วยก็ไม่ได้ จึงต้องพึ่งการกระทำของตนเอง และจะต้องรับผลการกระทำนั้นๆ ของตน
จึงกล่าวได้ว่า สะพานแห่งชีวิตของสัตว์ทั้งหลายนั้น เป็นที่อาศัยของกรรม หรือมีกรรมเป็นเครื่องอาศัย (กัมมัสสกตาปัจจัย)
ดังนั้น ไม่ว่าความสบายกาย ความสบายใจ หรือความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ อันเป็นผลจากการกระทำ จึงต้องคืนกลับสู่ผู้เป็นเจ้าของการกระทำนั้นๆ ซึ่งหากเข้าใจตามที่กล่าวมาโดยสรุป เพื่อยอมรับในกฎความเป็นอยู่จริง (Nature Law) ที่มีอยู่ในธรรมชาตินี้ ก็คงจะเป็นต้นทุนเพียงพอที่จะดำเนินชีวิตไปบนวิถีแห่งคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา เพื่อให้ถึงความสิ้นทุกข์โรคภัยตามปรารถนาได้
อย่างไรก็ตาม อาตมาใคร่ขอชี้ชวนให้สาธุชนทั้งหลาย ลองขบคิดพิจารณา พระบาลีทั้ง ๒ บาทดังกล่าวให้ละเอียด เชื่อมโยงให้เห็นความสัมพันธ์ต่อกัน ด้วยความหมายธรรมที่ว่า
“ขันติหรือความอดทนเป็นตบะอันเป็นเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง...พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสสรรเสริญว่า พระนิพพาน (ความสิ้นทุกข์) เป็นธรรมอันเยี่ยม”
ซึ่งคงจะแปลได้ว่า ขันติเป็นหลักธรรมเบื้องต้นที่สำคัญอันจะนำไปสู่ความสำเร็จที่สุด คือ พระนิพพาน หรืออาจจะกล่าวได้อีกลักษณะหนึ่งว่า พระนิพพานนั้น จะต้องรองรับด้วย ขันติธรรม จึงจะสำเร็จกิจดังกล่าวก็ว่าได้ ลองไปคิดพิจารณาดูกันเพิ่มเติม
ดังนั้นคำว่า “ความอดทนหรือขันติ” จึงควรสนใจนำมาพิจารณา เพื่อให้เข้าถึงความหมายธรรมดังกล่าว ซึ่งในที่นี้ขอให้ความหมายของขันติคือ การรักษาปกติภาวะของตนไว้ได้ ไม่ว่าจะถูกกระทบกระทั่งด้วยสิ่งอันเป็นที่พึงปรารถนาหรือไม่ก็ตาม ซึ่งจะต้องรู้จักควบคุมจิตไม่ให้กวัดแกว่งแปรปรวน จะต้องรู้จักควบคุมกาย-วาจา ไม่ให้แสดงออกไปในทางทุจริตเป็นอกุศลกรรมและจะต้องประพฤติตนอยู่บนเส้นทางธรรมซึ่งทางอันถูก (ธัมโม ปะโถ) ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ อันเป็นทางอันเกษม ไม่มีภัยเฉพาะหน้า เป็นทางที่ดำเนินไปสู่สุคติ
และที่สำคัญ จะต้องมีเมตตา กรุณา บริหารจิตให้มีกำลังความดีอยู่เสมอ ดุจเป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตอยู่ตลอดเวลา เพื่อปิดกั้นอารมณ์อกุศลที่จะก่อเกิดขึ้นแต่ภายใน มารบกวนจิตให้เสียดุลยธรรม ขาดดุลยภาพ ที่จะดำรงให้เข้มแข็งมั่นคงไม่หวั่นไหว เพื่อการรักษาความเป็นปกติภาวะของตนไว้ เพื่อพัฒนาการควบคุมจิต ให้มีข้อคุณธรรมในขันติดุจแผ่นดิน ซึ่งกล่าวว่า พึงทำจิตให้เสมอ
- ดุจแผ่นดิน ซึ่งใครขุดให้หมดไปไม่ได้
- ดุจอากาศ ซึ่งใครจะเขียนรูปให้ปรากฏไม่ได้
- ดุจแม่น้ำ ซึ่งใครจะเอาไฟมาเผาให้แห้งไปไม่ได้
การรู้จักสงบปากสงบคำ สำรวมกายมีสติควบคุมจิตให้ตั้งมั่นในกุศลธรรม จึงเป็นงานหลักของการเรียนรู้เพื่อพัฒนาจิตในพระพุทธศาสนา เพื่อความไม่ต้องการสูญเสียคุณความดี หรือเพื่อไม่ต้องการประกอบความชั่ว จึงจะได้ชื่อว่า ประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างแท้จริง ซึ่งกล่าวสั่งสอนสืบกันมา ดังมีอนุสติธรรมกล่าวว่า
“...แม้โจรจะเอาเลื่อยมีคม ๒ ข้าง มาเลื่อยตัดอวัยวะน้อยใหญ่ของเรา หากเราคิดประทุษร้ายในโจรนั้น ก็ไม่ชื่อว่า ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า”
ซึ่งตรัสสั่งสอนให้ควบคุมจิต ให้มีคุณธรรมดุจแผ่นดิน ดุจแผ่นน้ำ ดุจอากาศ ฯลฯ
ดังที่กล่าวมา ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องดำรงตนอยู่ใน “ขันติธรรม” อันมีปกติภาวะที่ไม่หวั่นไหว ไม่ว่าจะถูกกระทบกระทั่งด้วยสิ่งอันพึงปรารถนาหรือไม่ก็ตาม
ในขณะเดียวกัน จะต้องมีอำนาจธรรม ที่ทำหน้าที่การชำระล้างจิตเพื่อให้สะอาดอยู่เสมอ ซึ่งได้แก่ พรหมวิหารธรรม อันมีเมตตากรุณาเป็นสำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การให้ทาน การรู้จักสละในขั้นปรมัตถ์ที่เรียกว่า อภัยทาน ซึ่งมีคุณค่าความหมายยิ่งกว่า อามิสทาน หรือ ธรรมทานที่ว่าสูงสุดแล้ว
อภัยทาน แปลว่า การยกโทษให้ การไม่ถือความผิด จากการถูกกระทำใดๆ ในทางเบียดเบียนอันเป็นอกุศลกรรมทั้งด้วยกาย วาจา ใจ และจะนำไปสู่การรู้จัก อโหสิกรรม อันหมายถึง การไม่จองเวรจองกรรมกับบุคคลนั้นๆ ที่กระทำเรา แม้เราจะถูกต้อง ควรแก่การตอบโต้ เอาโทษกับบุคคล ที่กระทำการเบียดเบียนเรา ทั้งนี้ เพราะเข้าใจในกฎความจริงของธรรมชาติที่ว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ธรรมทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย”
โดยสรุป การประพฤติตั้งมั่นอยู่ใน ขันติธรรม จึงควรยึดหลักอภัยทานในการดำรงชีวิต บริหารจิตไว้ด้วยพรหมวิหารธรรมด้วยข้อ เมตตา กรุณา ย่อมสร้างสรรค์กำลังธรรมขึ้นมารักษาชีวิตผู้ประพฤติปฏิบัติ ให้มีความสงบสุข และจะนำไปสู่การเพิ่มพูนกำลังสติปัญญา ให้แก่กล้าด้วยบารมีธรรมดุจดังพระพุทธเจ้าของเรา ซึ่งได้ทรงถือปฏิบัติมาตั้งแต่ครั้งกาลสมัยเป็นมหาโพธิสัตว์ แม้ถึงสมัยแห่งความเป็นพระพุทธเจ้า ก็ยังทรงดำรงอยู่ด้วยหลักธรรมดังกล่าวอย่างเป็นปกติ จึงสามารถชนะมารได้ทุกสถาน
ในที่สุดของการดำรงชีวิต จึงสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องมีขันติธรรม เพื่อประกอบการอภัยทานได้อย่างเป็นปกติ ซึ่งจะนำไปสู่การจัดสัมพันธภาพที่ดี ให้สังคมให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีดุลยภาพ เกิดความสงบสุข โดยธรรม
และจะไม่ก่ออกุศลกรรมเบียดเบียนกันทั้งกาย-วาจา-ใจ อย่างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน จนนำไปสู่ความแตกแยก ไร้รัก ขาดความสามัคคี บั่นทอนความเจริญของสังคม ประเทศชาติอย่างไร้เหตุผล ทั้งนี้เพราะความเปราะบางทางจิต เพราะขาดการดำรงชีวิตด้วยหลัก พุทธสันติวิธี (ขันติธรรม+อภัยทาน)
จึงควรแก่การขวนขวาย คืนกลับสังคม ประเทศชาติ สู่ความสุขสงบ รู้รักสามัคคี ด้วยการดำรงชีวิตให้มั่นคงอยู่ในธรรม ยึดหลักขันติธรรมประจำจิต ประกอบกิจการกุศลอย่างมีเมตตากรุณาด้วยการรู้จัก อภัยทาน ดำเนินชีวิตอยู่บนหลัก อโหสิ-อหิงสา กันอย่างจริงจัง ทุกๆ ท่านจะประสบแต่ความสุข สังคม ประเทศชาติ จะก้าวย่างสู่ความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งอย่างแน่นอน หากดำรงตน ประพฤติตนโดยยึดหลัก พุทธสันติวิธี ตามที่กล่าวมา ดังบทธรรมที่ลิขิตไว้ว่า
ขันติธรรม พึงตั้งมั่น ในดวงจิต
ธรรมสถิต พรหมวิหาร สัตว์สดใส
รู้ระลึก บูชาคุณ พระรัตนตรัย
ให้อภัย รู้ละภัย จิตใจ...เจริญ
ท้ายที่สุดนี้ ขอถือโอกาสอวยพรให้สาธุชนชาวไทย เนื่องในวาระดิถีปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๓ ด้วยคำกลอนบทหนึ่งที่ว่า
ชั่วหรือดี มีหรือจน คนในโลก
สุขกับโศก เศร้ากับสรวล มีถ้วนหน้า
จะสิ้นโศก โลกจะสุข ทุกเวลา
ก็เพราะความกรุณา เมตตากัน
อย่านำพา หาทุกข์ สุขกันเถิด
จะรู้สึก เหมือนเราเกิด ในสวรรค์
อย่าจงจิต ริษยา อิจฉากัน
เป็นเช่นนั้น จึงจะสุข ทุกเมื่อเอย
0 พระอาจารย์อารยวังโส 0
เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จ.ลำพูน



