ไลฟ์สไตล์

โยนวิทยา-มานิตพิจารณาตัวเองเซ่นไทยเข้มแข็ง

โยนวิทยา-มานิตพิจารณาตัวเองเซ่นไทยเข้มแข็ง

28 ธ.ค. 2552

"วิทยา”ลั่นไร้ทุจริตไทยเข้มแข็งสธ . อ้างเงิน 8 หมื่นล . ยังไม่กระเด็นสักบาท ฉุนขาดถูกระบุโยงเปิดช่องโกง ทั้งที่เคยแจ้งว่าไม่อยู่ในข่ายต้องสงสัย ขอเวลา 3 วันสู้ข้อกล่าวหา ปูดขรก.มีแผนเขี่ยฝ่ายการเมืองพ้นตำแหน่ง ก้นร้อนโร่แจงนายกฯ 29 ธ.ค.นี้

 (28ธ.ค.) ที่ทำเนียบฯ เมื่อเวลา 16.40 น . นายวิทยา แก้วภราดรัย รมว . สาธารณสุข ( สธ .) เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณีคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการทุจริตโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการ “ไทยเข้มแข็ง 2555” ที่มีนพ.บรรลุ ศิริพาณิช เป็นประธาน สรุปผลสอบว่ารมว . สธ . และรมช . สธ . ส่อเจตนาไม่สุจริตในการอนุมัติโครงการว่า เป็นข้อแถลงที่สงสัย เพราะตอนที่ตนไปชี้แจงกับคณะกรรมการฯ นพ.บรรลุเป็นคนแจ้งตนว่าไม่อยู่ในข่ายต้องสงสัย อีกทั้งคำว่าส่อไปในทางทุจริต หรือไม่สุจริตนั้น เป็นถ้อยแถลงที่ทำให้ตนเสียหาย เพราะโดยข้อเท็จจริงคือเมื่อมีเสียงวิจารณ์ว่าโครงการนี้อาจมีบางรายการที่เตรียมการทุจริต ตนได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดนพ.บรรลุขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยระหว่างนี้สธ.ได้ยุติโครงการทั้งหมด จึงไม่แน่ใจว่ารายละเอียดที่คณะกรรมการฯ ระบุว่าส่อไปในทางไม่สุจริตของตนคืออะไร

 ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการฯ อ้างว่ารัฐมนตรีเปิดช่องให้มีการทุจริต นายวิทยา กล่าวว่า “ ยืนยันว่ายังไม่มีการทุจริต เพราะว่าไทยเข้มแข็งยังไม่ได้จ่ายสักบาทเลยใน 8 หมื่นล้านบาท ”

 เมื่อถามย้ำว่า นพ.บรรลุเรียกร้องให้นายกฯ ใช้กฎเหล็ก 9 ข้อกับรัฐมนตรี คือ ความรับผิดชอบทางการเมืองต้องเหนือความรับผิดชอบทางกฎหมาย รมว . สธ . กล่าวว่า ต้องการดูรายละเอียดก่อนว่ามีการทุจริตตรงไหน ไม่ใช่กล่าวหาลอยๆ ในทางการเมือง ตนคิดว่าตนมีความรับผิดชอบเพียงพอ และขอยืนยันกับประชาชนเบื้องต้นว่าโครงการของสธ.บาทเดียวก็ยังไม่ได้จ่ายเลย และตนไม่อาจรู้ความในใจว่าใครเตรียมการทุจริต เพราะการตระเตรียมการเป็นการเตรียมการในใจ ถ้าคณะกรรมการฯ รู้ถึงความในใจของคนบางคน ก็ช่วยมาบอกตนด้วย

 “คำว่าผมกระทำการส่อไปในทางไม่สุจริตเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงมากในทางการเมือง ในเมื่อการทุจริตยังไม่เกิด แต่คณะกรรมการฯ กล้ากล่าวอ้างอยางนั้น ผมว่าต้องมีหลักฐานมาให้ผมดู ณ วันนี้ผมยืนยันให้ประชาชนได้ว่ายังไม่มีความเสียหายต่อแผ่นดิน ” นายวิทยากล่าว

 เมื่อถามต่อว่า การอยู่ในตำแหน่งต่อไปจะกลายเป็นภาระกดดันนายกฯ หรือไม่ รมว.สธ. กล่าวว่า “ ผมไม่สร้างภาระต่อนายกฯ ครับ และก็ไม่อยากให้พวกเรา ( สื่อ ) กดดันว่าผมต้องยอมรับฟังคณะกรรมการทั้งหมด เพราะทราบข่าวจากสื่อ ” เมื่อถามย้ำว่า ห่วงหรือไม่ว่าแรงเสียดทานจะสูงขึ้น นายวิทยากล่าวว่า “ เกิดแน่นอน และผมก็ต้องการคำตอบว่าทำไมเขาถึงรังเกียจไม่อยากให้ผมอยู่ในกระทรวงนี้ ที่นี่มันมีอะไรกันมากเหรอ”

 ผู้สื่อข่าวถามว่า กำลังตั้งข้อสังเกตว่าข้าราชการต้องการเขี่ยฝ่ายการเมืองออกหรือ นายวิทยา กล่าวว่า ตนมีความรู้สึกอย่างนั้น ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดสรรงบประมาณแบบกระจุกตัว และราคากลางในการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ สูงเกินความเป็นจริงนั้น นายวิทยากล่าวว่า ต้องดูรายละเอียด หากเป็นเรื่องค่าก่อสร้างก็มีหน่วยงานในสธ.เป็นผู้ดูแล ไม่ใช่รัฐมนตรี หรือใครไปสั่งการได้ และราคาที่ตั้งไว้ก็เป็นการตั้งโดยคณะกรรมการที่เป็นผู้รับผิดชอบ แต่วิธีการจัดซื้อจัดจ้างไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามราคานั้น แต่ต้องเกิดจากสภาพความเป็นจริง การทุจริตยังไม่เกิด ตนไม่อาจทายใจได้ว่าใครจะทุจริตในกระทรวง

 ผู้สื่อข่าวถามว่า นพ.บรรลุ ระบุว่าหากปล่อยให้โครงการนี้ผ่านไปแทนที่ไทยจะเข้มแข็ง ประเทศชาติจะอ่อนแอ นายวิทยา ย้อนถามว่า ตนต้องการรายละเอียดว่าผิดในโครงการใด ซึ่งตนจะขอเทปบันทึกคำให้การของตนต่อคณะกรรมการฯ มา ถ้าสู้ได้อีก 3 วันรู้ หากตนผิด ตนบกพร่อง ตนรับผิดชอบ แต่ถ้าคณะกรรมการผิด บกพร่อง คณะกรรมการก็ต้องรับผิดชอบ ทั้งนี้จะหารือกับนายมานิต นพอมรบดี รมช . สธ . และจะเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับนายกฯ ในวันที่ 29 ธันวาคมนี้

สุเทพโยนวิทยา-มานิตพิจารณาตัวเองเซ่นไทยเข้มแข็ง

 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงผลการสอบการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์การแพทย์ ของกระทรวงสาธารณสุขว่า ที่มีการระบุว่า นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข และนายมานิต นพอมรวดี รมช.สาธารณสุข มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยว่า เขาเพิ่งได้ยิน แต่ยังไม่ได้เห็นรายงานสรุปผลการสอบสวน ยังไม่สามารถพูดอะไรได้ เพราะเพิ่งทราบเรื่องจากสื่อมวลชน

 "แต่มีหลักอยู่ว่า ไม่ว่ากรณีใดที่มีประเด็นเกิดขึ้น คนแรกที่ต้องแสดงความรับผิดชอบคือเจ้าตัวเอง ถ้าสื่อมวลชนยังจำได้เช่นกรณีของนายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งนักการเมืองเหล่านี้เขามีจิตใจที่มีสปิริต ฉะนั้นไม่ต้องให้คนอื่นไปบังคับ เพราะเราคุยกันก่อนหน้านี้แล้ว ผมไม่ค่อยเป็นห่วงในเรื่องนี้"