ไลฟ์สไตล์

ฝ่าลมหนาวสู่แปลงกาแฟอาราบิก้าชมกิจกรรมเพื่อสังคมของเนสท์เล่

ฝ่าลมหนาวสู่แปลงกาแฟอาราบิก้าชมกิจกรรมเพื่อสังคมของเนสท์เล่

27 ธ.ค. 2552

ตลอดระยะเวลา 24 ปีนับตั้งแต่ปี 2528 ที่บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เข้ามีบทบาทในการรับซื้อและพัฒนาสายพันธุ์กาแฟให้เกษตรกรปลูกในประเทศไทยนั้น จะเน้นรับซื้อเมล็ดกาแฟพันธุ์โลบัสต้าเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะสนับสนุนกล้าพันธุ์ให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้

และมากที่ใน จ.ชุมพร และ จ.ระนอง แต่ในฐานะที่เนสท์เล่ ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในการผลิตกาแฟสำเร็จรูปพร้อมดื่มและการพัฒนาสายพันธุ์ของโลก ก็ไม่ละเลยในการพัฒนากาแฟพันธุ์อาราบิก้าด้วย จะเห็นได้จากแปลงทดสอบและสาธิตกาแฟอาราบิก้าในโครงการพัฒนาดอยตุง ที่ดอยผาช้างมูบ ต.เวียงพาคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย

 “ทางเนสท์เล่เรา เชื่อว่าบริษัทจะประสบความสำเร็จในทางธุรกิจในระยะยาวได้นั้น จะต้องสร้างคุณค่าต่อผู้ถือหุ้นและต่อสังคมไปพร้อมๆ กัน ตั้งแต่กลุ่มเกษตรกร ผู้ป้อนวัตถุดิบ คู่ค้าทางธุรกิจ ลูกค้าผู้บริโภค และชุมชนที่บริษัทเข้าไปดำเนินการอยู่ในหลายรูปแบบ ไม่ใช่การแสดงออกด้วยการบริจาค หรือทำเป็นกิจกรรมเสริมเท่านั้น หากแต่เป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจที่ฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอของเนสท์เล่ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทใน ค.ศ.1866 เป็นต้นมา โดยเนสท์เล่จะพัฒนาด้านโภชนาการ การอนุรักษ์น้ำ และการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน” นภดล ศิวะบุตร ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัทเนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวในระหว่างที่นำคณะสื่อมวลชนฝ่าลมหนาวไปชมแปลงทดสอบและสาธิตกาแฟอาราบิก้าในโครงการพัฒนาดอยตุงเมื่อกลางเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา

 แปลงทดสอบและสาธิตกาแฟอาราบิก้าบนดอยตุงของเนสท์เล่นั้น เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2531 หลังจากที่เนสท์เล่ได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า โปรดเกล้าฯ ให้เข้าร่วมโครงการพัฒนาดอยตุง ด้วยการปลูกพืชเศรษฐกิจทดแทนการปลูกฝิ่นในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ เนสท์เล่จึงมีโอกาสสนองพระราชปณิธานในการจัดทำแปลงทดสอบและพัฒนากาแฟพันธุ์อาราบิก้า บนพื้นที่กว่า 80 ไร่ ในโครงการพัฒนาดอยตุง เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ชาวเขาส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเผ่าอาข่า มูเซอ หันมาปลูกกาแฟแทนการปลูกฝิ่น

 กาแฟพันธุ์อาราบิก้าที่นำไปปลูกในแปลงทดสอบและสาธิตกาแฟอาราบิก้าบนดอยตุงนั้น ปฐม มีแก้ว นักวิชาการเกษตร ผู้รับผิดชอบฟาร์มทดลองและสาธิตของบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด บอกว่า ได้นำกาแฟพันธุ์อาราบิก้าถึง 57 สายพันธุ์มาจากทุกมุมโลก อาทิ จาก เม็กซิโก โคลัมเบีย คอสตาริกา โปรตุเกส และฮาวาย รวมทั้งจากศูนย์วิจัยและพัฒนากาแฟบนพื้นที่สูง เพื่อทดสอบหาพันธุ์ที่แข็งแรง ทนทานต่อโรค ให้ผลผลิตต่อไร่สูง เหมาะสำหรับการปลูกบนดอยที่ระดับความสูง 1,200-1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในที่สุดพบว่า พันธุ์กาแฟอาราบิก้าที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของดอยตุงนั้นมี 2 สายพันธุ์ คือ บีโอ 02 (BO 02 )และ เอสเจ 133 (SJ 133) มีคุณสมบัติพิเศษคือ ต้านทานต่อโรคราสนิม ได้ผลผลิตเฉลี่ยตกไร่ละ 300-400 กิโลกรัมต่อปี สูงกว่ามาตรฐานที่ได้ไร่ละ 180 กิโลกรัมต่อปี

 หลังจากที่เนสท์เล่ประสบผลสำเร็จในการคัดเลือกพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมแล้ว จึงจัดทำแปลงทดลองและสาธิตการปลูกกาแฟเพื่อเป็นต้นแบบของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบนพื้นที่โครงการดอยตุง นับจากปี  2547 เป็นต้นมาเนสท์เล่ได้ส่งมอบเมล็ดพันธุ์ดีให้แก่โครงการพัฒนาดอยตุงเพื่อแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรไปแล้วประมาณ 300 กิโลกรัม คิดเป็นจำนวนต้นกล้าถึง 1.1 ล้านต้น แต่กระนั้นเนสท์เล่าก็ไม่เคยหยุดนิ่ง ปัจจุบันยังมีการทดสอบเพื่อคัดเลือกเพิ่มต่ออีก 18 พันธุ์จากประเทศต่างๆ เพื่อพยายามค้นหาพันธุ์กาแฟอาราบิก้าที่ดียิ่งขึ้นต่อไป และล่าสุดได้พบกาแฟอาราบิก้าพันธุ์คาติมอร์ ซึ่งอยู่ในขั้นทดลองได้ผลผลิตตกไร่ละ 820 กิโลกรัมต่อปี 

 ด้าน อรัญ พรจิระไพศาล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 บ้านผาฮี้ ต.โป่งงาม อ.แม่สาย บอกว่า ในหมู่บ้านผาฮี้มีราษฎรอาศัยอยู่ 83 หลังคาเรือน เป็นชาวไทยภูเขาเผาอาข่าเกือบ 100% อาชีพหลักคือปลูกกาแฟ ทั้งที่รวมกับโครงการพัฒนาดอยตุง และปลูกในพื้นที่ใต้ป่า หลังจากชาวบ้านเลิกปลูกฝิ่นหันมาปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ทำให้ชาวบ้านอยู่ดีกินดีขึ้น ซึ่งแต่ละบ้านจะมีสวนกาแฟ 5 ไร่ขึ้นไป และมีรายได้ปีละกว่า 1 แสนบาท

 "เมื่อก่อนชาวบ้านปลูกฝิ่น ปลูกข้าว และข้าวโพด ฐานะยากจน กินไม่อิ่มท้อง พอหันมาปลูกกาแฟอาราบิก้าทุกครอบครัวมีฐานะดีขึ้น เด็กๆ ได้เรียนหนังสือชั้นสูงขึ้น เนื่องจากกาแฟราคาดี ปัจจุบันเมล็ดตากแห้งขายในราคากิโลกรัมละ 90-95 บาท พื้นที่ปลูกกาแฟ 1 ไร่ จะมีรายได้ตกปีละ 2-3 หมื่นบาท อย่างของผมปลูก 20 ไร่ ในแต่ละปีก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่เดือดร้อน" อรัญ กล่าว

 ส่วน หยือหยี อาเบกู่ ชาวเขาเผ่าอาข่า วัย 61 ปี จากบ้านผาฮี้อีกคนหนึ่ง บอกว่า เคยปลูกฝิ่นมาก่อน โดยจะมีชาวพม่าเป็นผู้รับซื้อยางที่กรีดจากดอกฝิ่นในราคากิโลกรัมละ 5,000 บาท แต่กว่าจะได้ 1 กิโลกรัม ต้องใช้พื้นที่ปลูกมากพอสมควร ทำให้รายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย ทุกคนอยู่อย่างลำบาก พอแม่ฟ้าหลวง (สมเด็จย่า) มาส่งเสริมปลูกกาแฟทำให้ชาวเขาเหมือนกับมีชีวิตใหม่ ตอนนี้ปลูกกาแฟในพื้นที่ 8 ไร่ จะมีรายปีละเกือบ 2 แสนบาท      
    
 ขณะที่ ทาธฤษ กุณาศล ผู้จัดการฝ่ายบริการการเกษตร บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด บอกว่า โครงการที่ดอยตุง แม้จะเป็นจุดเล็กๆ แต่เนสท์เล่ใส่ใจและพัฒนาในทุกๆ องค์ประกอบ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ช่วยให้เกษตรกรพัฒนาศักยภาพการผลิต มีรายได้เพิ่มขึ้น มีผลผลิตต่อไร่ที่เพิ่มขึ้นบนพื้นที่ปลูกเท่าเดิม ด้านสิ่งแวดล้อมๆ ไม่ใช้สารเคมีใดๆ แต่ใช้วิธีการควบคุมโรคและแมลงแบบผสมผสาน เน้นการใช้หลักการเกษตรกรรมที่ถูกต้องหลัก อาทิ กระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนกลับคืนสู่ธรรมชาติ รวมถึงการทำการเกษตรควบคู่การอนุรักษ์ดิน ที่มุ่งเน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ในระยะยาว

 ส่วนการจ้างแรงงานเป็นแรงงานจากชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่าในพื้นที่บนดอย เพื่อฝึกทักษะงานและมีรายได้พึ่งพาตนเองได้ ซึ่งจากผลสำรวจของโครงการพัฒนาดอยตุงพบว่า ปัจจุบันชาวเขามีรายได้ของครอบครัวส่วนหนึ่งมาจากการปลูกกาแฟอาราบิก้า นอกจากนั้นเนสท์เล่ได้ให้การสนับสนุนด้านความรู้และงบประมาณเพื่อการพัฒนาวิชาการของโรงเรียนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

 นี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ที่มีบทบาทต่อสังคม แม้ว่ากาแฟอาราบิก้าไม่ใช้เป้าหมายการค้าของเนสท์เล่ก็ตาม

ดลมนัส  กาเจ

         ...........................