
จับตาทิศทางไอทีปีเสือดุ
ใกล้สิ้นสุดปีวัวกระทิงผยองวิ่งไล่ขวิดเศรษฐกิจจนไส้ไหล แต่สินค้าไอทียังคงกระพันขยันออกมาให้ได้เสียเงินกันอย่างเนืองแน่น หลายคนอยากรู้ว่าปี 2553 อะไรจะมาใหม่ มาแรงรับปีเสือดุ
ประสิทธิ์ วรฉัตราวณิช รองผู้จัดการทั่วไปและผู้อำนวยการฝ่ายนิวมีเดีย บริษัท เอ.อาร์. อินฟอร์เมชั่น แอนด์ พับลิเคชั่น จำกัด คลุกคลีกับวงการสินค้าไอทีมานาน ยำใหญ่ให้ภาพ 7 เทรนด์เทคโนโลยีโลกที่กำลังจะมาด้วยประโยคเกริ่นสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า “ปีแห่งสงครามอุปกรณ์เคลื่อนที่"
เน็ตบุ๊กจะอยู่หรือไป
คำถามนี้ หลายคนคงพยักหน้ากับคำถามที่ตรงใจ เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นปีทองของเน็ตบุ๊ก เห็นได้ชัดจากหลายค่ายทยอยออกเน็ตบุ๊กมารับให้เลือกช็อป ผู้บริหาร เอ.อาร์.เห็นพ้องว่า เน็ตบุ๊กในตลาดโลกยอดขายดีมาก เพราะเศรษฐกิจที่ซบเซา แต่พอคาดการณ์ว่า สภาพเศรษฐกิจในปี 2553 จะดีขึ้น ความนิยมเน็ตบุ๊กอาจไม่แรงเหมือนเดิม แต่ไม่แผ่ว
จุดที่น่าสนใจคือ ประสิทธิภาพของเน็ตบุ๊กที่พัฒนาจนทะลุข้อจำกัดต่างๆ หมดไป เช่น ชิพอินเทล อะตอม 450 ที่ออกมารองรับเน็ตบุ๊กและแท็บเล็ต ช่วยให้มีขนาดบางลง แบตเตอรี่ทำงานได้นานขึ้น (8 ชม.) ส่งผลให้เน็ตบุ๊กต้องขยับไปชนกับโน้ตบุ๊กแบบซียูแอลวี (CULV : Customer Ultra low voltage CPU) ที่มีประสิทธิภาพคล้ายกัน
ที่สำคัญ ยังต้องชนกับผู้เล่นหน้าใหม่ เพราะปีหน้า “สมาร์ทบุ๊ก” (Smart Book) หรือเน็ตบุ๊กที่ประสิทธิภาพการทำงานไม่ต่างจากสมาร์ทโฟน สามารถใช้งานได้ทั้งวัน ราคาถูก กำลังจะรุกตลาดโดยเอเซอร์เป็นเจ้าแรก ยิ่งกว่านั้นยังต้องผจญกับการหวนคืนสนามของแท็บเล็ตอีกด้วย
แท็บเล็ต: การกลับมาของกระดานชนวน
แท็บเล็ต ไม่ใช่ของใหม่ แต่สำหรับปี 2553 มันเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สามารถใช้อ่านอีบุ๊ก, เล่นเน็ต และใช้งานเพื่อความบันเทิงสารพัด ทั้งดูหนัง ฟังเพลง หรือเล่นเกม ด้วยหน้าจอ 7-10 นิ้ว ที่ใกล้เคียงกับเน็ตบุ๊ก และฟังก์ชันรองรับมัลติมีเดีย ทำให้แท็บเล็ตเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจูจู (joojoo), ไอซีดี (ICD) หรือแม้กระทั่งค่ายสุดหรูอย่างแอปเปิ้ล ที่แว่วว่า เตรียมออกแท็บเล็ตพีซีเอาใจสาวกภายใต้ชื่อ ไอแพด (iPad)
หลายฝ่ายมองว่า แท็บเล็ตจะเข้ามาแทนที่อีบุ๊กที่เว็บไซต์อะเมซอนปูตลาดไว้ด้วยเครื่องคินเดิล (Kindle) และผู้ผลิตสื่อยักษ์ใหญ่อย่างไทม์ อิงค์ ก็เพิ่งเปิดตัวต้นแบบนิตยสารอิเล็กทรอนิกส์กว่า 50 ปกสำหรับแท็บเล็ตโดยเฉพาะที่พร้อมพรั่งทั้งเนื้อหา รูป เสียง และภาพเคลื่อนไหว เตรียมเปิดให้ดาวน์โหลดในปี 2553
กระนั้นคงต้องรอดูเหตุการณ์กันอย่างใกล้ชิด แท็บเล็ตเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจก็จริง แต่ความต้องการใช้งานยังมีน้อย ไม่ถึงขั้นของความจำเป็นหรือต้องใช้ คนที่มีโน้ตบุ๊ก เน็ตบุ๊กอยู่แล้ว แล้วแท็บเล็ตอาจไม่ใช่ตัวเลือก และยังมีจุดอ่อนในอดีตที่คอยหลอนคือประสิทธิภาพและอายุใช้งานแบตเตอรี่ ที่สำคัญคือ หากราคายังแรงเหมือนก่อนละก็ อย่าหวัง!
เครื่องอ่านอีบุ๊ก จะอยู่หรือไป?
คำถามข้อนี้อาจไกลตัวไปสักหน่อยสำหรับคนไทย เพราะอุปกรณ์อ่านอีบุ๊กยังเป็นของใหม่มาก และบริการอีบุ๊กของอะเมซอนยังไม่แผ่กิ่งก้านสาขามาถึงแดนสยาม แม้มียอดจำหน่ายแล้วกว่า 1 ล้านเครื่องในสหรัฐ อย่างว่าแหละ มันจุดกระแสได้พอสมควรส่งผลให้อุปกรณ์อ่านอีบุ๊กแจ้งเกิดในตลาดมากกว่า 30 ค่าย และคาดการณ์ว่า ปี 2553 เครื่องอ่านอีบุ๊กจะมียอดจำหน่ายทั่วโลกกว่า 6 ล้านเครื่อง
ข้อดีของเครื่องอ่านอีบุ๊ก ที่เน็ตบุ๊ก โน้ตบุ๊ก หรืออุปกรณ์อื่น สู้ไม่ได้คือ เทคโนโลยีอี-อิงก์ (E-Ink) นอกจากช่วยให้ผู้อ่านสบายตา เมื่อใช้กลางแจ้ง ยังประหยัดพลังงาน แต่ก็ยังเหมาะกับหนังสือ แบบเรียน และหนังสือพิมพ์ การใช้งานยังมีข้อจำกัดสำหรับนิตยสารที่ต้องออกแบบหน้า
ผู้เล่นหลายค่ายหน้าใหม่เริ่มตีปี๊บเคาะกะลาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นซัมซุง แอลจี รวมถึงขาใหญ่บาร์นสแอนด์โนเบิลที่ส่ง "นุก" ลงสนามแข่งกันพัฒนาและนำเสนอ ทว่า ราคายังแพงเกินไปสำหรับอุปกรณ์ที่ใช้อ่านหนังสือได้อย่างเดียว และมีปัญหาเรื่องเปลี่ยนหน้าช้าทำให้ปวดหัวปวดตา น่ากลัวว่า ตลาดนี้จะโดนแท็บเล็ตคว้าพุงปลาไปกิน
วินโดว์ส 7 และออฟฟิศ 2010
ระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟท์ที่ทำงานเร็วขึ้น เสถียรขึ้น และมีโอกาสเติบโตได้อย่างน่าตกใจ เพราะไอดีซีคาดการณ์ว่า ในปีหน้า วินโดว์ส 7 จะครองส่วนแบ่งตลาดถึง 50% ของตลาดรวม จากตัวเลขในปีนี้ ที่มีส่วนแบ่งตลาดที่ 5-10% ในขณะที่ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ 2010 คาดว่าจะออกมาให้เห็นในช่วงเดือน 5-7 ของปี 2553
สิ่งที่น่าสนใจคือ ระบบปฏิบัติคลาวน์ (The Cloud OS) ที่โปรแกรมและข้อมูลต่างๆ ฝากไว้บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องติดตั้งลงบนเครื่องทำให้สามารถทำงานเก็บข้อมูลและเรียกดูข้อมูลได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่จะเห็นมากขึ้นในปี 2553 โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ ทั้งกูเกิลและไมโครซอฟท์ต่างชิงดำกันเปิดตัวเครือข่ายคลาวน์กันอย่างขมีขมันกูเกิลส่ง กูเกิลโครม (Google Chrome) และไมโครซอฟท์โต้กลับด้วย วินโดว์ อาซัวร์ (Window Azure)
ทีวี 3 มิติ
ทีวี 3 มิติ เริ่มต้นมาจากงานแสดงเทคโนโลยีของญี่ปุ่น เมื่อไม่นานมานี้ ที่ผู้ผลิตทีวีหลายรายไม่ว่าจะเป็น โซนี่ พานาโซนิค และอื่นๆ นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ นั่นก็คือ ทีวี 3 มิติ ที่เพียงแค่ใส่แว่นก็สามารถดูรายการโทรทัศน์ได้เหมือนมีนางเอกและพระเอกละครมาตบจูบให้ดูแบบใกล้ชิด ขณะที่เกาหลีก็รีบเกาะกระแส ประกาศตัวจะเป็นประเทศแรกที่ถ่ายทอดรายการทีวีแบบ 3 มิติ
ขณะเดียวกัน ทีวียังกลายร่างเป็นอินเทอร์เน็ต โดยได้อานิสงส์จากอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และประสิทธิภาพของจอแสดงภาพที่ทำให้ภาพ เสียงของเนื้อหาจากโลกออนไลน์ ผนวกกับหน้าจอทีวีขนาดใหญ่ ทำให้การดูอินเทอร์เน็ตทีวีไม่ต่างจากทีวีทั่วไป ซ้ำยังเลือกดูเนื้อหารายการตามต้องการได้อีกด้วย
สำหรับประเทศไทย เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ซัมซุง ประเดิมนำร่องทีวี 3 มิติในไทยด้วยราคาหลักแสนบาท อินเทอร์เน็ตทีวีก็มีใช้กันในระดับหนึ่ง
สังคมออนไลน์ ไม่มีร่วง
“สมัยนี้ อะไรก็ตามที่สามารถต่อเน็ตได้ คงหนีไม่พ้นไอคอนตัวเอฟ (F) และตัวที (T) ที่เห็นได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่เว้นแม้แต่เครื่องเล่นเกมเพลย์ 3” นายประสิทธิ์กล่าวยิ้มๆ
ไอคอนฮิต 2 ตัว ก็คือ เฟซบุ๊ก (Facebook) และทวิตเตอร์ (Twitter) นั่นเอง
ตัวเลขผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยปี 2552 นี้ อยู่ที่ 1.6 ล้านคน และทั่วโลกมีมากกว่า 18 ล้านราย และหากเทียบสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กเป็นประเทศหนึ่งในโลก เฟซบุ๊กจะกลายเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 4 ของโลกเลยทีเดียว
ส่วนทวิตเตอร์ยังไม่มีตัวเลขที่แน่นอนสำหรับผู้ใช้งานในไทย ประเมินว่าไม่น่าจะเกิน 5 หมื่นราย แต่สำหรับปี 2553 มีแนวโน้มจะทะลุ 1 แสนราย ตอกย้ำความแรงของเครือข่ายสังคมออนไลน์
เน็ตเร็ว ไวรัสก็เร็ว
เชื่อหรือไม่ว่า คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ล่าสุด เพียงแค่เสียบปลั๊ก เปิดเครื่อง แล้วต่ออินเทอร์เน็ต ไม่เกิน 3 นาที คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นจะติดไวรัสทันที
ยิ่งเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้เร็วมากขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่จะได้พบเจอไวรัสและหนอนต่างๆ ก็มากขึ้นเท่านั้น แนวโน้มไวรัสรับปีเสือดุมีตั้งแต่ การโจมตีผ่านเครือข่ายแลกเปลี่ยน, อาชญากรรมออนไลน์, ลิงก์กับดักล่อให้คลิกแล้วติดโปรแกรมไวรัส, อีเมลอิงกระแสล่อลวงด้วยหัวข้อตามยุคสมัย เช่น ข้อมูลป้องกันหวัด 2009 เพื่อให้คลิกเข้าไปโหลดไฟล์แนบ
ไม่เฉพาะแต่คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือก็เจอไวรัสได้เหมือนกัน ไอโฟนที่ว่าแกร่งก็เจอไป 3 ตัวแล้ว และปีหน้าจะมีมากกว่า รวมถึงมือถือระบบแอนดรอยด์ก็มีสิทธิ์, ยังมีเว็บไซต์กลายพันธุ์ที่หลอกให้คนสร้างเว็บไซต์หรือโปรแกรมจนเสร็จแล้วเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นไวรัส, การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะในเครือข่ายสังคมออนไลน์, ไวรัสรับต้องรับเทคโนโลยีเครือข่ายเมฆ, วินโดว์ส 7 รวมถึงเครื่องแมคอินทอชก็หนีไม่พ้น
โทรศัพท์อัจฉริยะได้อีก
ปีหน้า ต้องจับตาดูไอโฟน แบล็กเบอร์รี่ และตระกูลแอนดรอยด์ทั้งหลาย โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือแอนดรอยด์มีข่าวแว่วว่า ปี 2553 จะเปิดตัวใหม่อีกกว่า 50 รุ่น ขณะที่ไอโฟน 4 จี ก็จะเปิดตัวเช่นกันในเดือนกรกฎาคม 2553 ตามมาด้วยการเปิดตัววินโดว์ส โมบายล์ 7 ในช่วงปลายปี
คาดว่าปี 2553 ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกจะโตจากปีนี้ 9% และจะเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตเป็น 38% ในปี 2556
สิ่งที่น่าสนใจคือ โปรแกรมสำหรับโทรศัพท์มือถือที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอนนี้มือถือแอนดรอยด์มีโปรแกรมรอโหลดอยู่ 2 หมื่นโปรแกรม ส่วนไอโฟนมีเป็นแสน ปีหน้าคาดว่าโปรแกรมสำหรับมือถือแอนดรอยด์จะเพิ่มเป็น 8 หมื่น กระแสโปรแกรมสำหรับมือถือจะผลักดันให้เกิด "ร้านขายโปรแกรมออนไลน์"
“เทรนด์เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นเพียงแนวโน้มของโลกเท่านั้น สำหรับคนไทยเรานิยมใช้อารมณ์และความรู้สึกตัดสินใจซื้อสินค้าไอทีมากกว่า ดังนั้น หากไทยเรามีข่าวดี หรือข่าวที่ทำให้ประชาชนรู้สึกดี โอกาสที่กำลังซื้อจะเพิ่มสูงขึ้นก็เป็นไปได้มาก” นายประสิทธิ์ให้ความเห็น



