ไลฟ์สไตล์

ละครของผู้นำโลกที่โคเปนเฮเกน 1

ละครของผู้นำโลกที่โคเปนเฮเกน 1

26 ธ.ค. 2552

ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกน ระหว่างวันที่ 7-18 ธันวาคม ได้จบลงด้วยความผิดหวังจากภาคประชาชน นักวิทยาศาสตร์ และภาคประชาสังคม ด้วยความหวังว่า นักการเมือง ผู้นำโลก ผู้นำธุรกิจจะเห็นสอดคล้องกันว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเ

  แต่ในการประชุมดังกล่าว ที่โคเปนเฮเกน เรากลับเห็นละครโรงใหญ่ที่เหล่าผู้นำผลัดกันออกมาสร้างวาทกรรมที่สวยหรู เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ร่วมกันแก้ปัญหา แต่สุดท้ายเข้าตำรา NATO (No Action Talk Only) ตามสไตล์นักการเมือง ซึ่งก็เหมือนกันหมดไม่ว่าจะมาจากสัญชาติไหนที่ยังห่วงอำนาจ ห่วงผลประโยชน์เฉพาะหน้าของตนเองด้วยกันทั้งนั้น!

 การประชุมเที่ยวนี้ เป็นการประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่มีผู้นำโลกมาร่วมประชุมมากที่สุดถึง 193 ประเทศ และมีตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ ของสังคมเข้ามาสังเกตการณ์มากเป็นพิเศษ และมาจากหลากหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ เอ็นจีโอ ที่ต้องการออกมาแสดงความคิดเห็น ข้อเรียกร้อง ถือเป็นการประชุมของสหประชาชาติที่โกลาหลที่สุด มีผู้คนลงทะเบียนมากกว่า 3 หมื่นคน 

 ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมที่จะชี้ชะตาของมนุษยชาติว่าจะรอดพ้นจากภัยพิบัติหรือไม่ ผู้นำโลกจะ “ตระหนัก” ถึงภัยพิบัติดังกล่าวและจริงใจที่จะร่วมมือกันแก้ปัญหาหรือไม่

 ผู้คนทั่วทั้งโลก ไม่ว่าจะประเทศร่ำรวยหรือยากจน ต่างฝากความหวังไว้กับผู้นำของพวกเขาให้สามารถตกลงเจรจา หาข้อยุติเพื่อนำพาให้โลกถอยออกมาจาก “ความวินาศ” ที่กำลังจะเกิดหากแม้ว่าอุณหภูมิของโลกร้อนเกิน 2 องศา ในที่สุดผู้นำโลกก็ทำให้ “ประชาคมโลก” ต้องผิดหวัง

 เสียงนักวิทยาศาสตร์ด้านผลกระทบจากโลกร้อนขององค์การนาซาได้ออกมาย้ำเตือนว่า หากมนุษย์ยังไม่ยอมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปล่อยให้ก๊าซเรือนกระจกอยู่ในระดับเกิน 450 ส่วนต่อล้าน โลกใบนี้จะ “เปลี่ยนหน้าตาไป” ปัจจุบันการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อยู่ในระดับที่สูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนและแตะ 390 ส่วนต่อล้านแล้ว ซึ่งใกล้ระดับอันตรายเข้าไปทุกที นักวิทยาศาสตร์เห็นว่าระดับแม้จะยังไม่ถึงเพดาน แต่ก็น่าเป็นห่วง เป้าหมายที่ปลอดภัยที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการให้บรรลุคือ 350 ส่วนต่อล้าน

 ผู้นำจากทั่วโลก 193 ชาติ ทิ้งภารกิจสำคัญมาร่วมประชุมกันเกือบสองสัปดาห์ แต่ข้อสรุปสุดท้ายคือ “เราไปคุยกันใหม่ปีหน้า” 

 หลายฝ่ายวิจารณ์ว่า การเลื่อนการตกลงออกไปพิจารณาใหม่ในปีหน้าเปรียบเสมือนการเลื่อนจ่ายหนี้ในบัตรเครดิต ยิ่งจ่ายช้า ก็จะทำให้ปลดหนี้ยากขึ้น เพราะการติดหนี้บัตรเครดิตนั้น หากเรายังไม่จ่าย ก็เป็นเพียงหนี้ที่เป็นตัวเลขไม่ได้ก่อผลสะเทือนมากนัก แต่การติด “หนี้สิ่งแวดล้อม” ที่มวลมนุษย์ได้เลื่อนการชำระหนี้มายาวนาน ได้มาถึงจุดที่ธรรมชาติไม่ยอมประนีประนอมการจ่ายหนี้แล้ว

 การตกลงกันไม่ได้ของผู้นำโลกในการประชุมที่โคเปนเฮเกน ทำให้อาจารย์ยักษ์ นึกถึงสารคดีที่โด่งดังชุด The Inconvenient Truth ของอดีต รองประธานาธิบดีอัล กอร์ ที่เจ้าตัวถามคนทั้งโลกในตอนท้ายของสารคดีว่า ระหว่าง “โลก” กับ “ทองคำ” เราจะเลือกสิ่งใด

 คนที่คิดเป็นคงไม่รีรอที่จะตอบว่า “โลก” เพราะมีโลกเราจึงมีทองคำ หากปราศจากโลก เราก็ปราศจากทองคำ

 แต่ดูเหมือนผู้นำโลก กำลังตกอยู่ในม่านบังตาแห่งความโลภที่เลือก ทองคำ มากกว่า โลก เสมือนหนึ่งไม่รู้ว่าโลก คือที่มาของทองคำ

 ครูบาอาจารย์ท่านเคยสอนว่า “ยิ่งสูงก็ยิ่งโง่” อาจารย์ยักษ์ เพิ่งถึงบางอ้อเดี๋ยวนี้เอง!!!

"อาจารย์ยักษ์ ณ มหา’ลัยคอกหมู"