ไลฟ์สไตล์

สั่งรพ.จ่าย12ล.เชฟดังเหตุทำลูกพิการ

สั่งรพ.จ่าย12ล.เชฟดังเหตุทำลูกพิการ

25 ธ.ค. 2552

ศาลพิพากษาสั่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จ่าย 12 ล้านบาท ให้เมีย "วอลเตอร์ ลี” เชฟรายการอาหารชื่อดังฐานประมาทเลินเล่อทำคลอดบุตรชายพิการแขน-ขาขาด ขณะที่ “เชฟคนดัง” ดีใจ ผู้ป่วยได้รับสิทธิเยียวยา ระบุต้องส่งลูกไปรักษาที่เยอรมนีทั้งที่เด็กไม่มีเบ้าสะโพก

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 25 ธันวาคม ที่ศาลจังหวัดพระโขนง ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีที่นางประภาพร แซ่จึง อายุ 36 ปี และ ด.ช.ซาย เค่อ ลี หรือน้องซาย อายุ 3 ขวบ ภรรยาและบุตรชาย นายวอเตอร์ ลี สัญชาติมาเลเซีย ผู้ดำเนินรายการอาหารชื่อ “@ 5 เดลี่” และเชฟชื่อดัง ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เป็นโจทก์ที่ 1-2 ยื่นฟ้องบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) นพ.เดชะพงษ์ ภู่เจริญ แพทย์สูตินรีเวช และ พญ.อรชาติ อุดมพาณิชย์ แพทย์รังสีวิทยา เป็นจำเลยที่ 1-3 เรื่องละเมิดเนื่องจากกระทำการประมาท เรียกค่าเสียหายจำนวน 390,966,293 บาท กรณีเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2549 นางประภาพร ภรรยาของนายวอลเตอร์ ลี ไปคลอดบุตรชายที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ แต่ปรากฏว่าบุตรออกมาโดยมีความพิการแขนขวา และขาทั้งสองข้างขาด ทั้งที่มีการฝากครรภ์ แพทย์ระบุผลอัลตราซาวนด์ว่าบุตรในครรภ์ของนางประภาพรสมบูรณ์และแข็งแรงดี

 ศาลพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า นพ.เดชะพงษ์ และ พญ.อรชาติ จำเลยที่ 2-3 การกระทำการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่าโดยมูลเหตุที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองนั้นมาจากเหตุการอัลตราซาวนด์ ที่จำเลยที่ 2-3 ไม่ได้ตรวจดูถึงความพิการของบุตรนางประภาพร โจทก์ที่ 2 ขณะอยู่ในครรภ์ ทั้งที่จำเลยที่ 2-3 ต้องบอกกล่าวให้โจทก์ทราบ โดยเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2549 ขณะนางประภาพร โจทก์ที่ 1 ตั้งครรภ์ได้ 4-5 เดือน จำเลยที่ 2 ส่งตัวโจทก์ไปให้จำเลยที่ 3 ตรวจอัลตราซาวนด์ พร้อมระบุว่าบุตรในครรภ์สมบูรณ์ดีทุกประการ ก่อนส่งตัวโจทก์กลับไปพบกับจำเลยที่ 2 เพื่อตรวจดูภาพอัลตราซาวนด์และแจ้งโจทก์ที่ 1 ว่า เป็นบุตรชาย และเด็กสมบูรณ์ดี หลังจากนั้นไม่มีการตรวจซ้ำอีก กระทั่งคลอดบุตรออกมาแล้วมีความพิการแขนขวา และขาทั้งสองข้างขาด ไม่มีเบ้าสะโพก

 ขณะที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่า หลังการอัลตราซาวนด์ได้แนะนำให้โจทก์ที่ 1 กลับมาทำอัลตราซาวนด์ เพื่อดูความเจริญเติบโตของทารกในครรภ์อีกครั้ง แต่โจทก์ไม่ทำ ซึ่งจำเลยที่ 2 รู้สึกเห็นใจต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 3 เบิกความว่า ได้รับมอบหมายให้ตรวจอัลตราซาวนด์ในระดับที่ 1 ซึ่งพบว่าเด็กเจริญเติบโตตามปกติ แต่รู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง

 ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าบันทึกเวชระเบียนของโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2549 กระทั่งคลอดบุตร ไม่ปรากฏว่ามีการระบุให้โจทก์กลับมาอัลตราซาวนด์ซ้ำ รวมถึงไม่ระบุถึงความพิการของทารกในครรภ์ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่เคยอธิบายผลดีผลเสียของบุตรในครรภ์ให้โจทก์ที่ 1 ทราบ ดังนั้นโจทก์ที่ 1 จึงไม่ทราบถึงความพิการของทารกในครรภ์ ทั้งที่จำเลยที่ 2-3 ควรตรวจถึงความพิการของทารกในครรภ์ เพื่อแจ้งให้โจทก์มีสิทธิที่จะตัดสินใจว่าจะรักษาอย่างไร หรือจะรักษาหรือไม่ ซึ่งแพทย์มีหน้าที่บอกอธิบายวิธีการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยรับทราบและยินยอม

 การกะทำของจำเลยที่ 2-3 จึงเป็นความผิดฐานประมาทเลินเล่อ ละเว้นหน้าที่ที่ต้องระวัง อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขณะที่หากตรวจพบความพิการ การยุติครรภ์ในกรณีที่ไม่ขัดศีลธรรมสามารถทำได้ตามมติของแพทยสภา แต่ต้องขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วย ประกอบคำแนะนำของแพทย์ โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นคู่สัญญากับโจทก์โดยตรง ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2-3 ด้วย

 ส่วนจำเลยทั้งสาม ต้องรับผิดเพียงใด ศาลกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชดใช้ให้แก่โจทก์ทั้งสอง แบ่งเป็นค่าเสียหายทางจิตใจของโจทก์ที่ 1 จำนวน 1 ล้านบาท ค่าเสียหายจากการขาดรายได้ของโจทก์ที่ 1 จำนวน 1 ล้านบาท ค่าจ้างคนเลี้ยงดูบุตรชาย โจทก์ที่ 2 จำนวน 3 ล้านบาท ค่าอุปกรณ์ที่ช่วยให้โจทก์ที่ 2 สามารถพยุงตัวยืนได้ ที่ต้องเปลี่ยนไปตามวัย จำนวน 5 ล้านบาท ค่ารักษาผ่าตัดในอนาคตจำนวน 1 ล้านบาท ค่ารักษาทางจิตใจต่อโจทก์ที่ 2 จำนวน 1 ล้านบาท

 ทั้งนี้การกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่ศาลกำหนด ไม่เต็มจำนวนตามที่โจทก์ฟ้องนั้น เนื่องจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสามไม่ได้มีเจตนาร้าย ไม่ได้ส่อไปในทางเป็นอาชญากรรม จึงให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินรวมจำนวน 12 ล้านบาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันฟ้อง

 นายวอลเตอร์ ลี เชฟชื่อดัง กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่สิทธิของคนไข้ได้รับการเยียวยารักษา สำหรับครอบครัว หลังเกิดเหตุการณ์นี้ได้พาน้องชาย บุตรชาย ไปรักษาตัวที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งแพทย์ต่างประเทศพูดตรงกันว่า ต้องรอให้เด็กโตก่อนจึงจะรักษาได้ ทั้งที่ความจริงแล้ว หากรู้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้น สามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ในทันที โดยกรณีของบุตรชาย แพทย์ประเทศเยอรมนีสามารถทำขาเทียมให้ได้ทั้งที่ยังไม่มีเบ้าสะโพก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายนับล้านบาท
 “ส่วนเรื่องอุทธรณ์ ต้องไปปรึกษากับทนายความและครอบครัวอีกครั้งว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ ขณะที่ผู้พิการเป็นคนที่มีสมอง มีหัวใจ เพราะฉะนั้นการรักษาทางจิตใจเป็นเรื่องที่สำคัญ สังคมต้องเปิดโอกาสให้ผู้พิการสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนในสังคมได้ตามปกติ” นายวอเตอร์ ลี กล่าว