ไลฟ์สไตล์

สักวันหนึ่ง...ชีวิตจะหาไม่ (9)

สักวันหนึ่ง...ชีวิตจะหาไม่ (9)

24 ธ.ค. 2552

๕.กฎแห่งกรรมเป็นธรรมดา ทุกการกระทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหวด้วยความตั้งใจ จะก่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างใดอย่างหนึ่งตามมาเสมอ การกระทำที่เกิดจากเจตนาทางกาย วาใจ และใจอย่างนี้ เราเรียกว่า กรรม ผลที่เกิดจากการกระทำนั้นเราเรียกว่า วิบาก กรรมและวิบาก รวมกั

ภาษาพระเรียกว่า ภวังคจิต ผลแห่งกรรมจะถูกเก็บไว้ในกล่องดำที่เรียกว่าจิตใต้สำนึก มนุษย์ทุกคนต่างก็มีกล่องดำเป็นของตัวเอง เหมือนเครื่องบินทุกลำมีกล่องดำ เกิดเหตุอะไรขึ้นบนเครื่องบินขณะที่ทำการบินอยู่บนฟ้ากล่องดำก็บันทึกไว้ทั้งหมด จิตใต้สำนึกจะทำหน้าที่เป็นคลังความจำ หรือจะเก็บเรื่องราวที่เกี่ยวกับชีวิตเราทั้งหมด ตั้งแต่เกิดจนตาย ทำดีก็เก็บไว้ ทำชั่วก็เก็บไว้ ฉะนั้นถ้าเราทำดี เวลาเราหวนระลึกถึง เรายิ้มคนเดียวใช่ไหม เวลาเราทำชั่วไม่มีใครรู้กับเราเลย แต่เราหวนระลึกถึง เราก็กลัวอยู่คนเดียว สะดุ้ง หวาดผวาอยู่คนเดียว นี่คืออานุภาพของกล่องดำแห่งกรรมที่ชื่อว่าจิตใต้สำนึก


 เราทั้งหลายที่นั่งอยู่ตรงนี้รู้ไหมว่า ใครคือเจ้ากรรมนายเวรของเรา ตัวเรานี่แหละคือเจ้ากรรมนายเวรตัวจริงเลยแหละ เพราะเรานั่นเองที่ทำกรรม แล้วก็เรานั่นแหละที่รู้สึกถึงผลแห่งกรรมนั้นด้วยตนเอง
 นานมาแล้วมีผู้หญิงคนหนึ่งไปเข้าคอร์สวิปัสสนากรรมฐาน แล้วหลับตาลงนิ่งๆ นานๆ ไม่ได้เลย นั่งสมาธิไม่ได้เลยร้องไห้ตลอด พระวิปัสสนาจารย์เลยเรียกมาถามว่า โยมเป็นอะไร เธอตอบว่าโยมกลัว ลูกมาหาโยมทุกวันเลย พระอาจารย์เลยถามว่าลูกเขามายังไง อาตมาไม่เห็นมีใครมาในบริเวณนี้เลย เธอบอกว่า พอนั่งสมาธิโยมก็เห็นลูกมาขอส่วนบุญ มาร้องไห้มาวิงวอน พระวิปัสสนาจารย์สนใจ จึงซักต่อไปก็ได้ความว่า เธอเคยมีชีวิตคู่ขณะยังเป็นนักศึกษา พอท้อง แฟนก็ขอให้ทำแท้งทั้งๆ ที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่นั่นเอง ด้วยความฝังใจในการทำแท้งลูกครั้งนั้น ทำให้ไม่กล้ามีชีวิตคู่ชนิดสมบูรณ์แบบ ชนิดที่ว่าไม่กล้าผูกพันกับใครเลย เพราะกลัวว่าถ้ามีลูกแล้วกรรมจะตามมาเล่นงานลูก ถึงแม้เธอจะไม่กล้าแต่งงาน แต่ความรู้สึกผิดยังรบกวนอยู่ในใจผู้หญิงคนนี้ทุกคืนก่อนนอน พอหลับตาก็เห็นแต่ลูกที่ถูกตัวเองทำแท้งแตกดับไปกับตา


 จนกระทั่งมีคนบอกว่าเธอควรไปปฏิบัติธรรมให้ลูก พอไปปฏิบัติธรรมกลับหนักกว่าเก่าอีกนะ เพราะต้องห้ามพูด ห้ามโทรศัพท์ ห้ามเขียนบันทึก อยู่ในป่า ตาก็ไม่เห็นอะไร มีแต่ใจอย่างเดียวที่เปิดอยู่ เมื่อหลับตา จิตก็เลยค้นหาความรู้สึกผิดขึ้นมาจากห้องเก็บของที่ชื่อจิตใต้สำนึก เธอจึงมองเห็นตัวเองในสภาพที่กำลังทำแท้งลูก แล้วกดทิ้งลงชักโครกชัดเจนแจ่มแจ๋ว เธอบอกว่าได้ยินเสียงลูกร้องไห้ ได้กลิ่นคาวของเลือดที่ไหลออกมาเป็นลิ่มๆ ซึ่งเป็นมโนภาพที่เธอคิดขึ้นเอง


 เธอบอกว่าพอเธอหลับตาลูกก็มาขอส่วนบุญ เล่ามาถึงตรงนี้ พระวิปัสสนาจารย์ก็เลยเตือนว่า “โยม แท้ที่จริงลูกเขาไม่เคยมาหาโยมหรอกนะ เพราะว่าลูกคุณโยมยังไม่เป็นเนื้อเป็นตัวเลยตอนที่คุณโยมทำแท้งครั้งนั้น แต่รู้ไหมที่มาหาโยมน่ะเป็นใคร อาตมาจะบอกให้ว่าที่มาหาโยมนั้นคือ “กฎแห่งกรรมที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก” ของโยมนั่นเอง   


 พอโยมหยุดพูด โยมหยุดมอง โยมหยุดครุ่นคิด เหลือแต่เพียงจิตใต้สำนึกล้วนๆ ความทรงจำนั้นมันก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกของจิตใจ พอมันผุดขึ้นมาได้แล้ว จิตก็ฉายภาพเก่าๆ นั้นให้ดูซ้ำอีกครั้งแล้วครั้งเล่า ภาพแห่งความทรงจำเหล่านี้ไม่ได้มาจากข้างนอก แต่มาจากจิตใต้สำนึกนี่ มาจากกล่องดำของเรานี่เอง   


 ด้วยเหตุนี้ ที่พระท่านบอกว่า “เราทุกคนมีเจ้ากรรมนายเวร” ไม่ได้หมายความว่ามีเจ้ากรรมนายเวรเป็นใครสักคนอยู่ข้างนอกคอยถือมีดถือปืนรอไล่ยิงไล่ต้อนไล่ฟัน แต่เจ้ากรรมที่แท้ก็คือความดีความชั่วที่เราได้ทำแล้วถูกเก็บอยู่ในจิตใต้สำนึกส่วนตัวของแต่ละคน เราทุกคนเมื่อทำดีก็ตามทำชั่วก็ตาม ความดีความชั่วของเราจะถูกเก็บบันทึกเอาไว้ในกล่องดำส่วนตัว ถ้าเราทำดีมากๆ เจ้ากล่องดำส่วนตัวก็จะคลี่คลายออกมาเป็นพลังงานแห่งความดี ชีวิตของเราก็มีแต่ความสุข แต่ถ้าเราทำชั่วมากๆ เจ้าพลังงานแห่งความชั่วก็คลี่คลายออกมาเป็นพลังแห่งความชั่ว ต่อให้นอนอยู่กับบ้านเฉยๆ เราก็ทุกข์ แม้คนอื่นไม่รู้แต่เรารู้ เพราะกรรมมันเล่นงานอยู่ในจิตใจของเราเอง

"ว.วชิรเมธี"