
กรมวิทย์ฯ แจงการพบเชื้อไวรัสดื้อยา
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แจงสาเหตุของการพบเชื้อไวรัสดื้อยามาจากหลายปัจจัย เช่น
- มีการใช้ยาต้านไวรัสจำนวนมาก
- ไม่เป็นไปตามข้อแนะนำของแพทย์
- รวมทั้งการติดต่อจากคนสู่คน ของประชาชนที่เดินทางไปต่างประเทศ
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังคงเฝ้าระวังการเกิดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ดื้อยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีระบาดสูงและพื้นที่ที่มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศ
นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า จากการติดตามเฝ้าระวังการกลายพันธุ์และการเกิดเชื้อดื้อยาของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เดิมที่ระบาดตามฤดูกาล ตั้งแต่ต้นปี 2551 ตามข้อตกลงกับองค์การอนามัยโลก โดยมีอัตราการพบเชื้อดื้อยาของไวรัสสายพันธุ์เดิมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันในปลายปี 2552 พบสูงถึงร้อยละ 95
สำหรับไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (เอช 1 เอ็น 1) ได้เฝ้าติดตามการเกิดเชื้อดื้อยามาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 โดยคัดเลือกตัวอย่างจากผู้ป่วยตามหลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก คือจากกลุ่มที่มีอาการรุนแรงและสุ่มตัวอย่างจากพื้นที่ที่ยังมีการระบาดสูงในหลายพื้นที่ พบว่ามีเพียง 3 ราย จากการตรวจทั้งหมด 219 ตัวอย่าง (ร้อยละ 1.37) ที่พบเป็นเชื้อดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) แต่ยังไม่ดื้อต่อยาซานามิเวียร์ (Zanamivir) เป็นผู้ป่วยในกรุงเทพมหานคร 1 ราย และ อ.เกาะสมุย 2 ราย ทั้งหมดไม่เคยได้รับยาต้านไวรัสและไม่มีอาการรุนแรง
การตรวจพบไวรัสไข้หวัดใหญ่ดื้อยามี 2 ลักษณะ ดังนี้
1.มีการใช้ยาต้านไวรัสจำนวนมากและไม่เป็นไปตามข้อแนะนำของแพทย์ จึงทำให้ไวรัสเกิดการกลายพันธุ์ในผู้ป่วย
2.การที่คนปกติได้รับเชื้อที่กลายพันธุ์เป็นเชื้อดื้อยาแล้ว
ในประเทศไทยการพบเชื้อดื้อยาในลักษณะแรกคาดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เร็วเนื่องจากยังอยู่ในระยะที่เริ่มมีการใช้ยามากขึ้น แต่การแพร่เชื้อไวรัสดื้อยาที่เกิดขึ้นจากการได้รับเชื้อมาจากต่างประเทศที่มีการใช้ยาต้านไวรัสสูงแล้วนำมาแพร่จากคนสู่คนในประเทศไทย จะเป็นตัวเร่งให้ประเทศไทยมีอัตราการพบเชื้อดื้อยามากขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับต่างประเทศ เพราะมีการติดต่อเดินทางระหว่างประเทศของประชาชนจำนวนมากขึ้นจะเห็นได้ว่าผู้ป่วยที่ตรวจพบเชื้อดื้อยา 3 รายในประเทศไทย ไม่มีประวัติของการได้รับยาต้านไวรัส แต่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีชาวต่างประเทศหรือมีการติดต่อกับต่างประเทศ
ดร.วัฒนา อู่วาณิชย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านไวรัสวิทยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า การตรวจพบสายพันธุ์ไวรัสที่ดื้อยาต้านไวรัสทางห้องปฏิบัติการมี 2 วิธีคือ
1.การตรวจเบื้องต้น โดยตรวจพบการกลายพันธุ์ของไวรัสที่มีลักษณะเชื้อดื้อยา (genotyping)
2.การตรวจทางชีววิทยา (phenotyping) ซึ่งใช้วิธีเลี้ยงเชื้อไวรัสในหลอดทดลองที่มียาต้านไวรัสอยู่ด้วย หากระดับไวรัสยังไม่ลดลง แสดงว่ามีเชื้อไวรัสที่ดื้อยาจำนวนมากในร่างกาย
อย่างไรก็ตามการตรวจพบเชื้อดื้อยาไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยไม่สามารถรักษาด้วยยาต้านไวรัสได้ทุกราย แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อดื้อยาที่ปะปนในร่างกายยังมีต่ำมากเมื่อเทียบสัดส่วนกับเชื้อที่ยังมีความไวต่อยาอยู่และขึ้นอยู่กับองค์ประกอบพันธุกรรมส่วนอื่นๆ ของไวรัสด้วย
ในต่างประเทศมีรายงานการพบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ดื้อยาโอเซลทามิเวียร์สูงขึ้นเรื่อยๆ และมีหลักฐานว่ามีการถ่ายทอดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ดื้อยาจากคนสู่คนครั้งแรกในผู้ป่วย 5 คน ในโรงพยาบาลแคว้นเวลส์ ประเทศอังกฤษ โดย 3 คนได้รับเชื้อระหว่างอยู่ในโรงพยาบาลและมีอาการรุนแรง แต่รักษาหายแล้ว สำหรับสาเหตุของการได้รับเชื้อดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการสอบสวนโรค
นอกจากนี้ยังมีรายงานการพบเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่กลายพันธุ์ในประเทศนอร์เวย์ในผู้ป่วย 3 ราย ที่มีอาการรุนแรงถึงเสียชีวิต องค์การอนามัยโลกได้ตรวจสอบข้อมูลพบว่าเป็นการกลายพันธุ์ในส่วนที่น่าจะเกี่ยวข้องกับความรุนแรงของโรค แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการดื้อยาต้านไวรัสและการใช้วัคซีนพบว่าผู้ป่วย 3 ราย มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของไวรัสไข้หวัดใหญ่ แต่มีผู้ป่วยรายเดียวที่ตำแหน่งของพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงอาจจะเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อของไวรัสในบริเวนชั้นเนื้อเยื้อที่ลึกลงไปในระบบทางเดินหายใจ
อย่างไรก็ตาม ไม่พบการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในผู้ป่วยอีก 60 ราย ที่ทำการศึกษาจึงยังเป็นการเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าเชื้อที่กลายพันธุ์นี้จะทำให้เกิดความรุนแรงของโรคสูงขึ้นในผู้ป่วยทุกราย
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์



