
เสียงสะท้อนจาก 'วัดช้างให้'
วัดช้างให้ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ชื่อนี้ย่อมเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแค่พื้นที่ภาคใต้เท่านั้น แต่สำหรับชาวพุทธทั่วประเทศ ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในภูมิภาคใด หากมีความเคารพเลื่อมใสและศรัทธาใน หลวงพ่อทวด เป็นที่เชื่อได้แน่ว่า ต่างล้วนเคยล่องใต้เดินท
รวมทั้งหากย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาก่อนความไม่สงบจะอุบัติขึ้นบนผืนแผ่นดินแห่งนี้ “วัดช้างให้” คือ หนึ่งในสถานที่ยอดนิยมในโปรแกรมท่องเที่ยวของใครหลายคนมาโดยตลอด
แม้นวันนี้วัดช้างให้จะยังคงมีภาพบรรดาข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ซึ่งปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือชาวบ้านในพื้นที่หรือละแวกใกล้เคียง เดินทางมากราบบูชารูปเหมือนองค์หลวงพ่อทวดให้เห็นอยู่บ้าง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาพสะท้อนที่ปรากฏ ณ เวลานี้ มิอาจเทียบเคียงได้เลย กับช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงบนดินแดนปลายด้ามขวาน
“ตลอด ๓ ปีที่ผ่านมา แทบจะไม่เคยเห็นรถบัส หรือรถทัวร์คณะใหญ่ๆ ที่ขนนักท่องเที่ยวที่นับถือศาสนาพุทธจากมาเลย์ หรือสิงคโปร์มาจอดหน้าวัดแม้แต่คันเดียว”
นี่คือเสียงสะท้อนจากนางอารมณ์ พันพงศ์” หรือ“พี่รมณ์” สตรีวัยกลางคน ผู้ทำหน้าที่ดูแลดอกไม้ธูปเทียน เพื่อบริการแก่นักท่องเที่ยวภายในวัดช้างให้ มาเป็นเวลานานหลายสิบปี
พร้อมกันนี้ พี่รมณ์ฉายภาพเพื่อให้เห็นชัดขึ้นว่า ก่อนหน้าเมื่อครั้งเหตุความไม่สงบยังไม่ปะทุขึ้น ลานวัดคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่รอเข้าคิวตามลำดับเข้าไปในวิหารที่ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงพ่อทวดเพื่อกราบไหว้สักการบูชา
ส่วนคนจัดดอกไม้ธูปเทียนนั้น ต่างวุ่นวายชนิดมือเป็นระวิง เพราะจัดเครื่องสักการบูชาให้แก่ผู้มาเยือนแทบไม่ทัน
ช่วงเกิดเหตุการณ์ระยะแรก ยังมีประชาชนและนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านเดินทางมาเป็นกรุ๊ปทัวร์ หรือคณะใหญ่ๆ ให้เห็นอยู่บ้าง
หรือแม้กระทั่งคนไทยจากภาคเหนือ ภาคอีสานก็ยังมีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ ๒ บรรยากาศเริ่มซบเซาลงเรื่อยๆ และเป็นอย่างที่เห็นในวันนี้
“วันนี้เหรอ พี่แทบจะหลับอยู่แล้วเพราะนานๆ จะมีคนแวะมาสัก ๒-๓ คน จากนั้นก็หายเงียบไปพักใหญ่ ที่สำคัญ แต่ละวันคนที่มาวัดช้างให้ล้วนถามประโยคเดียวกันทั้งสิ้นว่า ทำไมเดี๋ยวนี้วัดเงียบจัง ซึ่งคำตอบตลอดหลายปีที่ผ่านมาจากปากพี่คือ เพราะปัญหาไฟใต้ที่ยังคุโชน ตราบใดที่ยังไม่เห็นหนทางว่าจะสงบลง คงยากที่จะเรียกคืนวันที่เคยคึกคักกลับมา” พี่รมณ์บอก
เช่นเดียวกับ “ณัฐนรี แซ่เง่า”หรือ “พี่แมว” สาวใหญ่แห่งโคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ที่จำหน่ายดอกไม้ในวัดช้างให้ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า วันนี้บรรยากาศอันเงียบเหงา เกิดจากผลพวงของปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ ดังนั้นศาสนสถาน หรือวัดอื่นๆ ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ แทบไม่ต้องพูดถึงว่าจะเงียบเหงายิ่งกว่าวัดช้างให้แห่งนี้ขนาดไหน หากปัญหาชายแดนภาคใต้ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย คงยากที่จะมีผู้คนจากนอกพื้นที่เดินทางมายังวัดอย่างคึกคักเหมือนเมื่อก่อน
จำนวนนักท่องเที่ยวและผู้ที่เดินทางมานมัสการรูปเหมือนหลวงพ่อทวด ณ วัดช้างให้ ซึ่งมีจำนวนลดลงจากผลพวงของความรุนแรงพลอยทำให้รายได้ในกระเป๋าหดหายลงไปด้วย พุทธศาสนิกชนที่เคยหลั่งไหลมาที่วัดเป็นจำนวนมากในอดีต คือเป็นพลังที่ช่วยส่งเสริมและทำนุบำรุงพุทธศาสนาในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
แต่ปัจจุบัน ปัญหาความไม่สงบได้ฉุดให้พลังของเหล่าพุทธบริษัทซบเซา และยังผลให้กิจกรรมอันดีงามตามวิถีพุทธในพื้นที่พลอยเงียบเหงาลงไปด้วย และหากรัฐยังไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ แทบไม่อยากคิดเลยว่า ทั้งพระและวัดจะต้องเผชิญชะตากรรมอย่างไร
ไม่ต่างจาก “จันจิรา แก้วเจริญ” หรือ "พี่เบญ" แม่ค้าซึ่งเปิดร้านจำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ดริมทางรถไฟ หน้าวัดช้างให้มาเป็นเวลานับสิบปี สะท้อนให้ฟังอย่างละเหี่ยใจว่า หากไม่ใช่วันสำคัญทางศาสนา หรือช่วงเทศกาลประเพณีใหญ่ แทบจะนับหัวลูกค้าได้เลย เพราะปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นทำให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่เดินทางมายังวัดลดจำนวนลงอย่างน่าใจหาย ก่อนเกิดเหตุความไม่สงบ ริมถนนสายหน้าวัดช้างให้แห่งนี้จะคึกคักอย่างมาก เรียกว่าเป็นตลาดนัดหย่อมๆ บางวันมีรถทัวร์จากมาเลเซียมาจอดเรียงรายนับสิบคัน ซึ่งยังไม่นับรวมยานพาหนะของคนไทยทั้งในและนอกพื้นที่ซึ่งแทบจะไม่มีที่จอด ต่างคนต่างแย่งพื้นที่ทำเลดีๆ จนทำให้การจราจรด้านหน้าวัดติดขัดทุกช่วงเวลา
“เมื่อก่อนชาวบ้านจะนำสินค้าจากสวนไร่นา มาวางขายให้นักท่องเที่ยวที่แวะเวียนมายังวัดช้างให้ แต่ละคนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ ที่สำคัญพลอยช่วยให้แหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้เคียงคึกคักตามไปด้วย ในวันที่บรรยากาศคึกคักสุดขีด มีรายได้เข้ากระเป๋าเหยียบหมื่นแทบทุกวัน แต่วันนี้บรรยากาศกลับสวนทางอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะกว่าจะขายของให้ได้กำไรต้องลุ้นกันชนิดหืดขึ้นคอ ขณะที่บรรยากาศร้านค้าด้านหน้าวัดเงียบเหงา ลานจอดรถโล่ง ทั้งวันรอให้รถมาจอดแต่ก็แทบไม่มีเข้ามาเลย บางคนขาดทุนต่อเนื่องเป็นเวลานานก็จำใจต้องหยุดและปิดกิจการ เพื่อหันไปทำสวนหรือทำอย่างอื่น เพื่อรอเวลาปัญหาความไม่สงบยุติแล้วค่อยกลับมาใหม่ เพราะวันนั้น อะไรๆ ก็คงดีขึ้น” จันจิรา กล่าว
นี่คือความจริงอีกแง่มุมหนึ่ง ที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินจังหวัดชายแดนภาคใต้ นับตั้งแต่เกิดเหตุความไม่สงบตั้งแต่ต้น พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นต้นมา เพราะมิใช่แค่เพียงข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ชาวบ้านเท่านั้นที่ได้รับผลพวงแห่งความรุนแรง แต่ยังรวมไปถึงลมหายใจเล็กๆ ที่อาศัยใบบุญวัดเป็นที่พึ่งหล่อเลี้ยงชีวิต ก็ยังต้องประสบชาตะกรรมยากลำบากแสนสาหัสไม่แพ้กัน
“ตลอด ๓ ปีที่ผ่านมาแทบจะไม่เคยเห็นรถบัส หรือรถทัวร์คณะใหญ่ๆ ที่ขนนักท่องเที่ยวที่นับถือศาสนาพุทธจากมาเลย์ หรือสิงคโปร์มาจอดหน้าวัดแม้แต่คันเดียว”
เรื่อง - ภาพ... "สุพิชฌาย์ จันต๊ะ"



