
คำถามที่พบบ่อยเรื่องไข้หวัดใหญ่ 2009
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกไวรัสสัตว์สู่คน
อธิบายถึงสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 ที่ระบาดไปทั่วโลกตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ทำให้หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพากันหาทางป้องกัน และต้องหาคำตอบให้ประชาชนว่า ทำไมต้องระวังไข้หวัดใหญ่ ที่ต้องเฝ้าระวังเพราะติดต่อง่าย เร็ว ดี เก่งมาก อาจจะเก่งกว่าไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โจมตีทุกกลุ่มอายุ ไม่เฉพาะเด็กต่ำกว่า 5 ขวบ หรือคนแก่อายุมากกว่า 65 ปี หรือกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้มีโรคประจำตัว เช่น หอบหืด หลอดลมอ่อนแอ ความดันเลือดสูง เบาหวาน ไตไม่ดี เป็นต้น แต่ยังติดได้ดีในเด็กโต วัยรุ่น จนถึงผู้ใหญ่ที่แข็งแรง 20-50 ปี ที่ไม่มีโรคประจำตัวด้วย แม้ไม่ได้ให้ตระหนก แต่ต้องเข้าใจ และร่วมกันป้องกัน
สิ่งที่ทุกคนควรตระหนักคือ ไข้หวัดใหญ่ 2009 ไม่ได้เกิดรุนแรงเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว จากรายงานการวิเคราะห์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ของประเทศเม็กซิโก ในช่วงหนึ่งเดือนของการระบาด พบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของคนไข้ที่มีอาการรุนแรง ไม่มีโรคประจำตัวทั้งสิ้น และเกิดปอดบวมต้องใส่เครื่องช่วยหายใจจนถึงเสียชีวิต
อาการสำคัญของไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ต้องสังเกต
อาการมีได้ทั้งระบบทางเดินหายใจแบบน้อยๆ ไอ น้ำมูกไหล เจ็บคอ ไม่มีไข้ก็ได้ จนถึงเหนื่อยหอบหายใจเร็ว และปอดบวม แต่อาจพบอาการแบบอื่นๆ โดยไม่มีไอ หรือน้ำมูกไหล แต่ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีกล้ามเนื้ออักเสบ ที่พบบ่อยปวดกระดูกร่วมกับไข้ หรือมีอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ความดันต่ำ หน้ามืด หรือมีแต่อาการทางสมอง ซึม ไม่รู้ตัวก็ได้
คนที่สมควรได้รับการตรวจหาเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 น่าจะได้แก่ กลุ่มต่อไปนี้
• ผู้มีโรคประจำตัว โรคปอด หลอดลม เบาหวาน ความดันเลือดสูง โรคไต อัมพฤกษ์ ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ที่มีอาการทุกระดับ ไม่จำกัดความรุนแรง
• เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ และผู้ใหญ่อายุมากกว่า 65 ปี ไม่จำกัดความรุนแรง
• เด็กอายุมากกว่า 5 ขวบ และผู้ใหญ่อายุน้อยกว่า 65 ปี เฉพาะที่มีอาการรุนแรงมากขึ้น
• แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางสาธารณสุข ไม่จำกัดความรุนแรง เพราะจะเป็นตัวการแพร่เชื้อแก่ผู้ป่วยในโรงพยาบาล ในการระบาดที่เม็กซิโก พบว่าในโรงพยาบาลโรคปอดแห่งหนึ่งในเดือนแรก มีหมอ พยาบาลติดเชื้อถึง 22 ราย
แต่เนื่องจากไข้หวัดใหญ่ 2009 ในขณะนี้ส่วนใหญ่หายเองได้ และทรัพยากรที่จำกัดในการตรวจ ดังนั้นการส่งตรวจมากเกินไปจะไม่เป็นประโยชน์ ที่สำคัญอาจทำให้มีผลการรายงานในรายที่จำเป็นเพื่อการรักษาหรือป้องกันเสียโอกาสส่งผลตรวจได้เร็วพอ จึงมีการคัดกรองส่งตรวจในรายที่จำเป็นเท่านั้น
นอกจากนี้ มีการศึกษาพบว่าถ้าเครื่องปรับอากาศมีการหมุนเวียนจากอากาศภายนอก 100% มีโอกาสติดเชื้อเพียง 1.8% ถ้าใช้อากาศภายนอก 30-70% มีโอกาสติดเชื้อสูงขึ้นเป็น 13-16%
โรงพยาบาลวิภาวดี
โทร.0-2561-111



