
ชุมชนพอเพียง'ลดทุกข์ เพิ่มสุข''ประยงค์ รณรงค์'ครูภูมิปัญญา
ผมทดลองเรื่องการลดความทุกข์มานาน แต่มันทำยังไงก็ไม่ลด เลยมองหาช่องทางในการสร้างความสุข แล้วสุดท้ายความทุกข์มันจะค่อยๆ ลดลงเอง
"ประยงค์ รณรงค์" ครูภูมิปัญญาไทย เจ้าของรางวัลแมกไซไซ สาขาผู้นำชุมชนในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2547 ได้เริ่มหัวข้อสนทนา “พลังปัญญาสู่สุขสภาวะชุมชน” ที่จัดขึ้นในงานตลาดนัดความรู้ชุมชน ระดับชาติ “พลังปัญญาสู่สุขภาวะชุมชน” ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อพัฒนาการศึกษาไทย ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 12-13 ธันวาคม ที่ผ่านมา
ครูประยงค์ อธิบายว่า เมื่อพูดถึงการสร้างสุขภาวะในชุมชน ในฐานะคนทำงานคลุกคลีกับชาวบ้านที่เน้นการนำประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนในชุมชน ผ่านการผสมผสานกับเทคโนโลยีในการแก้ปัญหา ก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่และสำเร็จได้ยาก หากเรามีความคิดต่างกัน เพราะฉะนั้นเราต้องเริ่มจากการสร้างสุขภาวะในตัวเองก่อนที่จะไปถึงชุมชนได้
หนึ่งในความสำเร็จที่ทำให้บ้านไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช กลายเป็น “ชุมชนต้นแบบ” ที่ทำให้ครูประยงค์ได้รับรางวัลแมกไซไซนั้นก็มาจากแนวความคิด “ลดทุกข์ เพิ่มสุข” ที่ได้ข้อคิดจากหลักเศรษฐกิจชุมชนพอเพียงที่ตรงตามหลักสอนของ “ขงจื้อ” ซึ่งให้ข้อคิดโยงกับ “การมีความสุขตลอดชีวิต” ไว้ว่า
“การทำให้มีความสุขสัก 3 ชั่วโมง ทำได้ด้วยการทำข้าวเลี้ยงเพื่อนฝูง
การทำให้มีความสุขสัก 3 วัน ก็แค่เสื้อผ้าใหม่สักตัว
การทำให้ความสุขสัก 3 เดือน ต้องแต่งงานใหม่
การทำให้มีความสุขสัก 3 ปี ต้องไปซื้อบ้านใหม่สักหลัง
แต่ถ้าอยากให้ความสุขตลอดชีวิต ต้องปลูกต้นไม้ เพราะมันจะยั่งยืน”
“เพราะฉะนั้นการทำให้ความทุกข์ลดลง ส่วนหนึ่งต้องแก้ไขเรื่องเศรษฐกิจ เพราะถ้าทุกคนยังเดือดร้อนเรื่องการอยู่การกิน ความสุขคงเกิดขึ้นไม่ได้ เช่นถ้าจะมุ่งแต่ปากท้องไม่สนใจสังคมก็อยู่ร่วมกันไม่ได้ ต้องทำงานพัฒนาคู่ขนานกันไป ต้องทำเรื่องเศรษฐกิจให้ชาวบ้านมีอยู่มีกิน และพัฒนาสังคมด้วยการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนในสังคม หากจะสร้างให้เกิดความยั่งยืนแล้ว ต้องเพิ่มเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วย
ดังนั้นถ้านำทรัพยากรมาสร้างให้เศรษฐกิจดีขึ้นอย่างเดียว อีกไม่นานทรัพยากรก็หมด เพราะฉะนั้นต้องทำไปพร้อมๆ กันทุกภาคส่วน ด้วยการอาศัยความร่วมมือของประชาชน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อปท.) และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐในการพัฒนาให้สังคมดีขึ้น การทำให้เกิดความสุข ไม่ได้เกิดขึ้นได้ทันที แต่เกิดได้ด้วยการร่วมกันแก้ปัญหา ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ด้วยการลดความทุกข์ มันก็จะเพิ่มความสุขไปเอง จนทำให้เกิดความสุขอย่างยั่งยืนตลอดชีวิต
นอกจากนี้ ครูประยงค์ได้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการทำงานของระบบบริหารที่อาจไม่ต่อเนื่องและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ซึ่งควรนำไปสู่มาตรการประสานความร่วมมือของ “กลุ่มคนที่มีความรู้แต่ไม่มีปัญญา” กับ “กลุ่มคนที่มีปัญญาแต่ไม่มีความรู้” เข้าด้วยกัน ก็จะช่วยขับเคลื่อนงานภูมิปัญญาชุมชนได้ สร้างศูนย์เรียนรู้เพื่อจัดการทรัพยากรร่วมกันแล้วก็จะเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อเนื่องในทางเศรษฐกิจและสังคม จนทำให้เกิดเป็นชุมชนเศรษฐกิจเข้มแข็งได้จริง
เพราะศูนย์การเรียนรู้ควรจะมีอยู่ทุกตำบลในพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องมีอาคารถาวร เพียงแค่มีองค์ประกอบหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1.ภูมิปัญญาความรู้ 2.คนอยากเรียนรู้ 3.มีผู้รู้ที่สามารถถ่ายทอดความรู้ และ 4.การจัดการความเรียนรู้อย่างเหมาะสม ก็สามารถตั้งเป็นแผนแม่บทได้ คนในพื้นที่ควรทำงานประสานกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อที่พวกเขาจะได้นำความรู้ประสบการณ์มาปรับใช้จากภูมิปัญญาได้อย่างเหมาะสมเพื่อให้ “พลังปัญญา” ทำไปสู่แผนปฏิบัติการเพื่อสร้างและส่งเสริม “สุขสภาวะชุมชน” ได้จริงอย่างยั่งยืน



