ไลฟ์สไตล์

จับมือผลิต"ปุ๋ยอินทรีย์"คุณภาพทางเลือกลดต้นทุนเกษตรกรไทย

จับมือผลิต"ปุ๋ยอินทรีย์"คุณภาพทางเลือกลดต้นทุนเกษตรกรไทย

20 ธ.ค. 2552

สืบเนื่องจากปัญหาการเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินในประเทศไทยส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ เกษตรกรมีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีเป็นจำนวนมาก การพัฒนาเกษตรกรรมเคมีที่มุ่งการพัฒนาเศรษฐกิจและการแข่งขันเป็นหลัก

 ส่งผลให้ประเทศไทยมีการนำเข้าปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นจาก 3.59 ล้านตัน มูลค่ากว่า 35,944 ล้านบาท ในปี 2548 และเพิ่มขึ้นเป็น 4.03 ล้านตัน มูลค่า 79,743 ล้านบาท ในปี 2551 ซึ่งการใช้ปุ๋ยในราคาแพงของเกษตรกรนับเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 จากปัญหาดังกล่าวกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน ภายใต้ "โครงการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยที่ได้คุณภาพมาตรฐานในสถาบันเกษตรกร" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยประเภทอื่นของสถาบันเกษตรกรและสมาชิกให้มีความเชื่อมั่นในคุณภาพที่เหมาะสมนำไปใช้ในการเกษตร โดยให้มีการพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นจากการใช้ปุ๋ยที่ได้มาตรฐาน เป็นผลต่อการลดต้นทุนในการผลิต เพื่อเป็นการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรและให้สถาบันเกษตรกรที่ได้รับการสนับสนุนสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้รับการตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยและสนับสนุนสถาบันเกษตรกรที่ซื้อปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยประเภทอื่นมาจำหน่ายให้สมาชิก สามารถมีช่องทางตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยได้ และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้ปุ๋ยที่ได้คุณภาพตามมาตรฐานมากขึ้น

 "เพื่อให้เกษตรสามารถซื้อปุ๋ยอินทรีย์ในราคาถูกจากโรงงานผลิตปุ๋ยที่ได้คุณภาพในสถาบันเกษตรกร โดยเป้าหมายของโครงการเป็นการสร้างคุณภาพในการใช้ปุ๋ย เห็นผลในการส่งเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรในการยกระดับรายได้ของผลผลิตทางการเกษตรและส่งเสริมให้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สนองนโยบายรัฐบาล ทำให้เกษตรกรมีหลักประกันในการประกอบอาชีพ ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายของกรมตามโครงการหนึ่งสหกรณ์ หนึ่งโรงปุ๋ยด้วย” ฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

 ฉกรรจ์กล่าวต่อว่า จากนี้ไปกรมส่งเสริมสหกรณ์จะต้องเข้มงวดในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ของสถาบันเกษตรกรต้องได้คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด โดยกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนจะต้องผ่านการตรวจสอบจากบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด และได้รับรองมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตร จึงจะสามารถจำหน่ายปุ๋ยที่ผลิตขึ้นมาแก่สมาชิกได้แล้วยังได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลอีกด้วย

 ฉกรรจ์แจงรายละเอียดถึงวิธีดำเนินการตรวจสอบปุ๋ยไม่ได้คุณภาพ โดยให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดแจ้งให้สถาบันเกษตรกรที่มีการผลิตและหรือจำหน่ายปุ๋ยทราบ พร้อมส่งตัวอย่างปุ๋ยเข้ารับการตรวจสอบคุณภาพกับบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด และกรมวิชาการเกษตรจะให้การสนับสนุนด้านวิชาการการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรและบุคลากรจัดเก็บตัวอย่างปุ๋ยทางวิชาการ ในขณะที่กรมพัฒนาที่ดินจะให้การสนับสนุนด้านวิชาการให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้และการปรับปรุงดิน โดยให้บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด ตรวจสอบวิเคราะห์คุณภาพปุ๋ยจากตัวอย่างปุ๋ยของสถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและรายงานผลวิเคราะห์คุณภาพปุ๋ยให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ทราบ

 "การร่วมมือของทุกฝ่ายเป็นการสนับสนุนสถาบันเกษตรกรทั้งที่ผลิตปุ๋ยจำหน่ายเองและซื้อปุ๋ยมาจำหน่ายให้สมาชิกให้สามารถมีช่องทางการตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีเป็นการสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรในการใช้ปุ๋ยที่ได้คุณภาพมาตรฐานได้ผลผลิตเป็นที่ไว้วางใจของผู้บริโภคเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้มีปริมาณและคุณภาพที่ดีขึ้นจากการใช้ปุ๋ย ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น" อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าว

 จากข้อมูลของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ถึงการดำเนินธุรกิจการจัดหาสินค้า (ปุ๋ย) มาจำหน่ายให้แก่สมาชิกของสหกรณ์ทุกประเภทจาก 75 จังหวัด และ 2 พื้นที่พบว่ามีจำนวนสหกรณ์ที่ทำธุรกิจปุ๋ยทั้งสิ้น 1,690 แห่ง โดยประเภทสหกรณ์การเกษตรมากที่สุดจำนวนถึง 1,617 แห่ง รองลงมาเป็นสหกรณ์นิคม 58 แห่ง สหกรณ์บริการ 8 แห่ง สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 6 แห่ง และสหกรณ์ร้านค้าอีก 1 แห่ง ตามลำดับ มีมูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 12,992 ล้านบาท

 ซึ่งสอดคล้องกับกรมพัฒนาที่ดินที่มีนโยบายให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตโดยสถาบันเกษตรกร ซึ่ง ธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ยอมรับว่าเป็นวิธีการเดียวที่จะทำให้เกษตรกรเข้มแข็งสามารถพึ่งตนเองได้ หากปุ๋ยมีคุณภาพได้มาตรฐาน ไม่เพียงแต่เกษตรกรได้ประโยชน์เท่านั้น ยังช่วยปรับปรุงดินให้มีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

 "เฉพาะปีนี้กรมพัฒนาที่ดินได้รับมอบหมายให้เพิ่มปริมาณการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 1 แสนไร่ แล้วก็จะขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันก็จะพยายามลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลง" อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินเผยข้อมูล

 ขณะที่ อนันต์ สุวรรณรัตน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรระบุว่า ที่ผ่านมาเรายังไม่มีการตรวจสอบปุ๋ยอินทรีย์อย่างเป็นกิจจะลักษณะ ทำให้มีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่ได้มาตรฐานออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ปุ๋ยเคมีทางกรมวิชาการออกตรวจจับอยู่บ่อยครั้ง อย่างในปี 2551 ที่ผ่านมา สามารถตรวจจับผู้ผลิตปุ๋ยเคมีปลอมและสามารถดำเนินคดีได้ประมาณ 300 คดี แต่ในปีนี้ (2552) มีจำนวนลดลงเหลือแค่ 150 คดี ซึ่งส่วนใหญ่ผู้กระทำผิดจะอยู่ในพื้นที่ภาคกลางและอีสาน

เร่งคลอด"พ.ร.บ.ปุ๋ยอินทรีย์"ควบคุม

 ทวีศักดิ์ สุทิน นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย มองว่าการลงนามข้อตกลงระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด ในการดำเนินโครงการ “ส่งเสริมการใช้ปุ๋ย (อินทรีย์) ที่ได้คุณภาพมาตรฐานในสถาบันเกษตรกร” นั้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสถาบันเกษตรกรจะได้ใช้ปุ๋ยมีคุณภาพและได้มาตรฐาน แต่หากเพื่อการจำหน่ายแล้วไม่แน่ใจว่าจะทำได้ตามข้อกำหนด พ.ร.บ.ปุ๋ยอินทรีย์ได้หรือไม่ เนื่องจากในรายละเอียดนั้นปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดที่ได้มาตรฐานนั้นจะมีต้องอินทรีย์วัตถุเป็นส่วนผสมไม่ต่ำกว่า 15% ความชื้นไม่เกินร้อยละ 10 ส่วนปุ๋ยอินทรีย์ผงต้องมีอินทรีย์วัตถุไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ความชื้นไม่เกินร้อยละ 10 ในขณะที่อินทรีย์เคมีจะต้องมีอินทรีย์วัตถุไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ความชื้นไม่เกินร้อยละ 10 และเคมีแต่ละตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3 แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 20 ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นปุ๋ยเคมี

 "ที่จริง พ.ร.บ.ปุ๋ยอินทรีย์ฉบับนี้ได้ประกาศใช้ไปแล้ว แต่ได้รับการคัดค้านจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่เพราะในทางปฏิบัตินั้นเป็นไปได้ยาก ทำได้เฉพาะบริษัทใหญ่ๆ ไม่กี่บริษัท ที่มีความพร้อมในเรื่องของวัตถุดิบ รายเล็กๆ คงทำได้ยาก แต่ถ้าทำเพื่อใช้กันในหมู่สมาชิกสหกรณ์ไม่ได้ทำเพื่อขายเป็นธุรกิจก็คงไม่มีปัญหาหรอก ส่วนความคืบหน้าของ พ.ร.บ.ขณะนี้อยู่ในช่วงการปรับแก้ในรายละเอียดของคณะอนุกรรมการ ก่อนส่งให้คณะกรรมการปุ๋ยชุดใหญ่พิจารณา" นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทยกล่าว

สุรัตน์ อัตตะ