ไลฟ์สไตล์

เส้นทางอาชีพ-อานิสงส์ศูนย์พัฒนาฯภูสิงห์สู่การสร้างอาชีพอย่างยั่งยืน

เส้นทางอาชีพ-อานิสงส์ศูนย์พัฒนาฯภูสิงห์สู่การสร้างอาชีพอย่างยั่งยืน

18 ธ.ค. 2552

การจัดตั้งศูนย์พัฒนาการเกษตรเบ็ดเสร็จในโครงการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ท้องที่กิ่งอำเภอภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ

 ถือเป็นศูนย์แม่แบบและเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน การบริหารทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงของชาติอย่างยั่งยืน

  ศูนย์แห่งนี้เริ่มขึ้นหลังจากที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรที่กิ่งอำเภอภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2537 และได้พระราชทานพระราชดำริให้ส่วนราชการต่างๆ ร่วมกันพิจารณาจัดตั้งศูนย์พัฒนาการเกษตรเบ็ดเสร็จ เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ ซึ่งประกอบอาชีพทำนาไม่ได้ผล ในลักษณะเช่นเดียวกับศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

  เฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้แจงรายละเอียดการดำเนินงานที่ผ่านมาว่า โครงการได้ดำเนินการกิจกรรมต่างๆ มาตลอด ประกอบด้วย งานปศุสัตว์และประมง มีการฝึกอบรมพร้อมกับแจกจ่ายพันธุ์สัตว์ พันธุ์ปลาให้แก่เกษตรกร งานชลประทาน ได้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยตึ๊กชู ปริมาณกักเก็บน้ำ 26 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งช่วยพื้นที่การเกษตรในพื้นที่ศูนย์ และหมู่บ้านใกล้เคียงประมาณ 2 หมื่นไร่ มีการจัดทำแปลงขยายผลโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริให้แก่เกษตรกร และปรับปรุงพื้นที่พร้อมจัดระบบการอนุรักษ์ดินและน้ำให้แก่เกษตรกร

 พร้อมกันนี้ยังได้ขยายผลในการส่งเสริมการเลี้ยงไหมในหมู่บ้านรอบศูนย์ โดย จ.ศรีสะเกษเป็นจังหวัดหนึ่งที่ราษฎรมีอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก่อนที่จะมีโครงการ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมไม่ได้ผลดีนัก ผลผลิตไหมต่ำ รังเล็ก หนอนไหมมักตายเป็นประจำ หลังจากมีโครงการอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีความเจริญยิ่งขึ้น ราษฎรสามารถผลิตไหมที่มีคุณภาพ ส่งผลให้มีรายได้เพิ่ม

 ทั้งนี้มีการสร้างสวนหม่อนและโรงเลี้ยงไหมวัยอ่อนเพื่อสาธิตแก่เกษตรกรและผู้สนใจ และรับสมัครเกษตรกรสมาชิกปีละประมาณ 10 รายในหมู่บ้านรอบโครงการ ได้แก่ บ้านภูสิงห์ บ้านทุ่งหลวง บ้านตะแบง หมู่ 1 หมู่ 9 หมู่ 12 และหมู่ 18 และให้การสนับสนุนหม่อนพันธุ์ดี โดยให้เกษตรกรสมาชิกร่วมกันเลี้ยงที่โรงเลี้ยงสาธิตภายในโครงการ มีเจ้าหน้าที่ของศูนย์ให้คำแนะนำเทคนิคการเลี้ยง พัฒนาทักษะการเลี้ยงไหม จนสามารถนำกลับไปเลี้ยงที่บ้านได้ เกษตรกรสมาชิกมีความพึงพอใจในอาชีพเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยจำหน่ายรังไหมได้ไม่น้อยกว่า 726,980 บาทต่อปี นอกจากนี้สมาชิกบางรายยังปลูกหม่อนเพื่อนำใบไปเลี้ยงไหมและจำหน่ายใบหม่อนด้วย บางรายปลูกหม่อนเพื่อจำหน่ายใบแต่อย่างเดียว จนสามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำในทุกวันนี้

สุรัตน์ อัตตะ