
มหาวิทยาลัยรับละเลยชี้นำสังคมมุ่งแต่แข่งขัน
มหาวิทยาลัยยอมรับตอบสนองความต้องการของภาคเศรษฐกิจ ละเลยชี้นำสังคม ระบุส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐ หน่วยงานสนับสนุนวิจัย มุ่งแต่ส่งเสริมการแข่งขัน หนุนสร้างรายได้ ขณะที่มหาวิทยาลัยมัวแข่งขัน เรื่องราคา การบริการ หวังดึงรายได้เช่นกันแนะอุดมศึกษา กลับมาดูหน้าที่ภา
เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2552 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ ดร.อุทัย ดุลยเกษม อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร(มศก.) กล่าวในการอภิปรายหัวข้อ “มหาวิทยาลัยกับการเปลี่ยนแปลงสังคมในการประชุมวิชาการครบรอบ 40 ปี เรื่อง “การเปลี่ยนแปลงสังคมไทย วิกฤตหรือโอกาส”ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพฯจัดโดยคณะสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล(มม.) ว่า อัตราการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยมีค่อนข้างเร็ว และซับซ้อน
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ย่อมกระทบต่อวิถีชีวิตของคน มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันอุดมศึกษา มีหน้าที่รับผิดชอบ ในเรื่องการจัดการเรียนการสอน การผลิตบัณฑิต สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้บริการวิชาการสังคม และทะนุบำรุงวัฒนธรรม แต่ในทางปฎิบัติของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งนั้น ให้น้ำหนักถึงบทบาทในแต่ละเรื่องแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้น การจัดการศึกษาของอุดมศึกษาจึงมีลักษณะแตกต่างกันไป แต่มีสิ่งเดียวที่เหมือนกัน คือ การตอบสนองความต้องการของสังคมไทย แต่หากมอง ณ ตอนนี้ ต้องยอมรับว่ามหาวิทยาลัยล้วนตอบสนองความต้องการของสังคมด้านเศรษฐกิจ ไม่เคยตอบสนองด้านสังคม
“ขณะนี้ สถาบันอุดมศึกษาแข่งขันกันในเรื่องการบริการและราคาที่เหมาะสมเหมือนป้ายประกาศโฆษณา เพื่อเป็นการดึงดูดนักศึกษาให้มาเรียน หรือเรียกว่าดึงดูดลูกค้าให้มาสนใจและตัดสินใจซื้อสินค้า เพราะไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนการศึกษา งานวิจัย ล้วนตั้งกฎเกณฑ์ในการให้ทุนวิจัย โดยต้องเป็นงานวิจัยที่เพิ่มผลผลิต รายได้ให้แก่คนในสังคมได้ หน้าที่ของมหาวิทยาลัยจึงเปลี่ยนไปจากบริการสาธารณะ แต่กลายเป็นเครื่องมือของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม” อธิการบดีมศก.กล่าว
ดร.อุทัย กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยต้องให้ความสำคัญการเปิดการสอน การบริการสังคม ซึ่งในส่วนของคณะสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ ต้องจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ ประสิทธิ์อันนำไปสู่นโยบายสาธารณะ ขณะที่รัฐไม่ควรวางนโยบายที่หนุนให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งต้องแข่งขันกันทางภาคเศรษฐกิจ และต้องทำความเข้าใจว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งแตกต่างกัน และควรสนับสนุนในสิ่งและหน้าที่ของแต่ละแห่งโดยสอดคล้องกับภารกิจของมหาวิทยาลัย
ศ.คลินิก นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร อธิการบดีม.มหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยต้องรู้จักรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆในโลกไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงต่อไป และมีมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งการสนับสนุนมหาวิทยาลัย ระบบราชการก็ไม่ได้เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ อย่างเต็มที่ รวมถึงค่านิยมของไทยตั้งแต่อดีตล้วนเอาความสุขบวกกับเงิน คนไทยเลยแข่งขันกันสะสมบริโภควัตถุ โดยไม่มองประโยชน์สุขของประเทศ ดังนั้น ตอนนี้มหาวิทยาลัยต้องย้อนมาดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง ซึ่งโดยส่วนตัว มหาวิทยาลัย คือกลไกสร้างโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้ ต้องเป็นฐานของการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ผ่านการวิจัยการศึกษา เพื่อพัฒนการเรียนรู้ ไม่ใช่การสอน และต้องเป็นผู้บอกความจริง ชี้นำความจริงแก่สังคม ยึดการพูดความจริงที่เป็นประโยชน์กับผู้อื่น ไม่ใช่ประโยชน์แห่งตนเอง และการพูดต้องพูดด้วยความเมตตา อ่อนหวาน ผ่านการเรียนรู้จริงๆ สิ่งเหล่านี้ มหาวิทยาลัยต้องปลูกฝังให้เกิดขึ้นในตัวของนักศึกษา
ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวว่า ปัญหาในสังคมไทยมีเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งยั่วยุทางเพศ ความเสื่อมถอยทางวัฒนธรรม การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ และทุกคนมุ่งแต่แข่งขัน แต่เวลาแก้ไขปัญหา กลับโทษกันไปโทษกันมา ไม่มีใครคิดจะแก้ปัญหาอย่างจริงๆจัง และที่สำคัญ ทุกคนมักมองว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าดูหลักความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่แก้ไปปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นทั้งหมด คือ ทุกคนต้องเริ่มแก้จากตัวของตนเอง และต้องร่วมมือกัน ทั้งนี้ ในส่วนของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีทั้งหมด 160 แห่ง แต่กลับไม่สามารถช่วยเหลือ ชี้นำสังคมไปในสิ่งที่ถูกที่ควรได้ การแก้ไขปัญหาจึงต้องย้อนกลับมาดูที่หน้าที่ของมหาวิทยาลัย ว่าแต่ละแห่งได้ทำภารกิจของมหาวิทยาลัยดังที่ตั้งใจไว้หรือไม่



