
ลดต้นทุนทำเกษตร-เพิ่มรายได้สอนพอเพียงฉบับ"ครูจรัส โยธา"
"แนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่นั้น ในหลวงท่านทรงสอนให้คนไทยใช้ชีวิตแบบพออยู่พอกิน ไม่ฟุ่มเฟือย ทำเกษตรอย่าหวังรวย คิดแต่ว่าจะได้กำไร แต่มุ่งลดต้นทุนการผลิต ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เช่น เลี้ยงหมู ปลา ปลูกผักผลไม้ไว้กินและขาย
ทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมักชีวภาพ ไว้ทำการเกษตร ไม่ต้องซื้อ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายด้วย" ครูจรัส โยธา วัย 63 ปี ครูภูมิปัญญาไทยด้านเกษตรกรรม (ไร่นาสวนผสมตามแนวทฤษฎีใหม่) ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) รุ่นที่ 6 บอกถึงหลักการดำเนินชีวิตแบบพอเพียงที่เขาถือปฏิบัติมาโดยตลอด
"ครูจรัส" เกิดที่ จ.ลำพูน เติบโตมาจากครอบครัวเกษตรกรรม วัยเด็กช่วยพ่อแม่ทำสวนลำไย ไร่กระเทียม ปลูกพืชผักต่างๆ หลังเรียนจบชั้นม.6 ได้ไปทำงานเป็นยามรักษาความปลอดภัยเป็นเวลา 15 ปี ต่อมาเปิดร้านอาหาร แต่ธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ จึงหันมาทำการเกษตร ทำนา ปลูกข้าวโพดในที่ดินของภรรยา 27 ไร่ ที่ ต.เขากวางทอง อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร จากนั้นในปี 2535 ได้ทดลองปลูกมะม่วง ลำไย ทำแปลงผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น
ทว่า "ครูจรัส" ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่เพียงแค่นั้น เพราะเป็นคนชอบใฝ่หาความรู้ จึงไปเข้าอบรม ร่วมประชุม สัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการศึกษาดูงานที่หน่วยงานต่างๆ จัดขึ้น และได้นำความรู้เหล่านี้มาประยุกต์และคิดค้นสูตรปุ๋ยอินทรีย์หมักแห้งอัดเม็ดจากมูลค้างคาว ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพต่างๆ พร้อมทั้งปรับพื้นที่ทำกินให้เป็นไร่นาสวนผสมตามแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยจัดพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย 2 งาน ทำนาปลูกข้าวพันธุ์ต่างๆ เช่น หอมมะลิ 105 ชัยนาท 1 สุพรรณ 60 ในพื้นที่ 4 ไร่ ปลูกลำไย มะม่วงพันธุ์ต่างๆ เช่น น้ำดอกไม้สีทอง 19 ไร่ ขุดบ่อ 4 ไร่ ซึ่งมีทั้งหมด 8 บ่อเพื่อเลี้ยงปลา เช่น ปลาหมอนา ปลาสลิด ปลานิลแดง
หลังจากนั้นเขานำความรู้ที่ได้จากการอบรมสัมมนามาทดลองกับนาข้าวของตัวเองก่อน โดยทำ "นาข้าวปลอดสารพิษ" ใช้วิธีเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วก็จะไม่เผาซังข้าว แต่จะรีบไถกลบภายใน 3-5 วันเพื่อให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งมีแร่ธาตุบำรุงดิน และใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพช่วยในการเจริญเติบโตของต้นข้าวและขจัดแมลงที่ทำให้ต้นข้าวเสียหาย ปรากฏว่าช่วยลดต้นทุนและผลผลิตต่อไร่ก็ไม่ต่างจากใช้สารเคมี โดยลดต้นทุนได้ 1,300-1,400 บาทต่อไร่ และได้ผลผลิต 70-100 ถังต่อไร่
"ผมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้แล้วได้ผลดี ก็อยากจะนำความรู้ไปเผยแพร่สู่ชาวบ้านในชุมชน แต่ช่วงแรกๆ ไม่มีใครสนใจฟัง อีกทั้งร้านค้าปุ๋ยไม่เข้าใจ เขาคิดว่าผมจะผลิตปุ๋ยออกมาขายแข่งเพราะผมทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพขายให้ชาวบ้านลิตรละ 10 บาท ซึ่งไม่ได้ทำขายเพื่อหาเงิน แต่เพื่อให้ชาวบ้านนำไปทดลองใช้ เมื่อชาวบ้านนำไปทดลองใช้แล้วได้ผลดี พวกเขาก็เข้ามาหาเพื่อขอความรู้ในการทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ ก็ได้ให้ช่วยกันลงมือทำและแบ่งกันไปใช้ ทำให้คนในชุมชนเกิดความสามัคคีกันมากขึ้น"
ต่อมาเมื่อมีชาวบ้านในชุมชนมาขอความรู้จาก "ครูจรัส" เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และหน่วยงานต่างๆ ได้เชิญไปวิทยากรให้ความรู้ในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่และการทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมักให้แก่ชาวบ้านในจังหวัดใกล้เคียง "ครูจรัส" จึงจัดตั้ง "ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดอุทัย" ขึ้นที่บ้านเพื่อเป็นแหล่งอบรมและศึกษาดูงานสำหรับเกษตรกรและผู้ที่สนใจ ซึ่งปัจจุบันได้จัดอบรมให้แก่เครือข่ายและกลุ่มเกษตรกรไปแล้ว 52 กลุ่ม เช่น กลุ่มเกษตรยั่งยืนบ้านทุ่งใหญ่ กลุ่มหนองปลาไหล กลุ่มเกษตรกรบ้านชลประทาน ฯลฯ
"ผมเชื่อว่าคนไทยไม่ว่าจะรวยหรือจน สิ่งสำคัญคือ จะต้องไม่เป็นภาระของประเทศ ขอแค่ทุกคนอยู่ดีกินดีโดยไม่จำเป็นต้องรวย ก็จะไม่เป็นภาระของประเทศ เวลาสอนชาวบ้าน จะเริ่มจากการปรับวิธีคิดของพวกเขาก่อน เพราะเกษตรกรเงินทุนน้อย ยิ่งลงทุนมากก็เป็นหนี้มาก ถ้าทำเกษตรโดยหวังรวยจะยิ่งเป็นหนี้มาก จึงสอนให้ลดต้นทุนการทำเกษตรและใช้พื้นที่ทำกินให้คุ้มค่า เช่น นอกจากปลูกข้าวแล้วก็ปลูกผัก ผลไม้ เลี้ยงหมู เลี้ยงปลา ไว้กินและขายได้ ทำให้ไม่ต้องเสียเงินซื้อและมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งรู้จักทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เองและทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย" ครูจรัสบอกทิ้งท้าย
ผู้ที่สนใจศึกษาเรียนรู้การทำเกษตรทฤษฎีใหม่และการทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพต่างๆ กับ "ครูจรัส" ไปศึกษาดูงานได้ที่บ้านเลขที่ 87/11 หมู่ 1 ต.เขากวางทอง อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี หรือสอบถามได้ที่โทร.0-5655-5225
0ธรรมรัช กิจฉลอง/เรื่อง
ประชาสมพันธ์สกศ./ภาพ0



