
ขุมทรัพย์จากพระไตรปิฎก - ค่าสมมติ
หิโต พหุนฺนํ ปฏิปชฺช โภเค
ตํ เทวตา รกฺขติ ธมฺมคุตฺตํ
พหุสฺสุตํ สีลวตูปปนฺนํ
ธมฺเม ฐิตํ น วิชหาติ กิตฺติ ฯ
องฺ. ป. ๒๒/๔๒/๕๑
สัตบุรุษครอบครองโภคทรัพย์
เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พหูชน
เทวดาย่อมรักษาเขาผู้ธรรมคุ้มครอง
เป็นพหูสูต สมบูรณ์ด้วยศีลและจริยาวัตร
เกียรติก็ไม่ละทิ้งเขาผู้ตั้งอยู่ในธรรม.
โภคทรัพย์มากมายหลากหลายสิ่ง คนดีจริงปกป้องครอบครองอยู่
เพื่อประโยชน์สูงล้ำคอยค้ำชู แก่พหูชนหญิงชายชาวประชา
เทวดาปกป้องคุ้มครองเขา ผู้ขัดเกลาศีลมั่นหมั่นรักษา
ทรงความรู้คู่ธรรม์งามจรรยา ย่อมเลิศหล้าเกริกก้องเกียรติคุณ ฯ
ทรัพย์คือ “เครื่องปลื้มใจ” ยึดตามความหมายนี้มันก็แค่เครื่องปลื้มใจอย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่ในฐานะ “ค่าสมมติ” มนุษย์เพียงผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาครอบครอง ทำนอง “สมบัติผลัดกันชม” ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น
อย่างไรก็ตาม ทรัพย์ไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ได้ด้วยตัวของมันเอง เพชรพลอยเป็นเพียงก้อนดินก้อนหินในสายตาของไก่สู้ข้าวเปลือกสักเมล็ดหนึ่งก็ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่ามันตกอยู่ในมือของใครมากกว่า ตกอยู่ในมือของคนอัธยาศัยคับแคบ แม้มากมายก็ไม่ต่างจากน้ำเค็มเต็มทะเลตักอาบดื่มกินไม่ได้ ตกอยู่ในมือของคนอัธยาศัยกว้างใหญ่ แม้ไม่มากก็เปรียบเหมือนบ่อน้ำใสตักอาบดื่มกินได้
สำหรับสัตบุรุษมิได้ครอบครองทรัพย์เพื่อประโยชน์ตน หากแต่เพื่อประโยชน์ของผู้คนทั้งหลาย สัตบุรุษขุดบ่อน้ำไว้เพื่อให้ผู้คนมาตักอาบและดื่มกิน ช่างน่าอัศจรรย์จริง ยิ่งผู้คนตักอาบดื่มกินมากเท่าไร น้ำในบ่อก็ยิ่งซึมไหลออกมามากเท่านั้น ไม่เหือดแห้งเลย
ทั้งนี้ เพราะอานุภาพของอัธยาศัยกว้างใหญ่นั่นเอง ทรัพย์ไม่มีชีวิตจิตใจ แต่มันก็รู้ดีว่า เมื่อมาอยู่กับสัตบุรุษจะเกิดประโยชน์มหาศาล มิใช่ยิ่งให้ยิ่งหมด แต่ยิ่งให้ยิ่งมา อย่ามัวกักเก็บไว้คนเดียว ใช้ให้เกิดประโยชน์บ้าง มันถูก ดองเค็มกลายเป็นเกลือหรือหมักจนขึ้นราจะว่าอย่างไร รู้ไหม เมื่อวันนั้นมาถึง ธนบัตรก็เป็นเพียงเศษกระดาษ
"พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์"



