
สักวันหนึ่ง...ชีวิตจะหาไม่ (8) บทเรียนสองด้าน
"...มนุษย์ทั้งหลายพอใจแต่จะเรียนบทเรียนง่ายๆ เท่านั้น ครั้นบทเรียนยากๆ ผ่านเข้ามา กลับไม่ยอมที่จะเรียน เช่น บทเรียนที่ว่าด้วยความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก มาตกต้องตัวเองเข้า กลับพากันหลับหูหลับตาไม่ยอมเรียนกัน บัดนี้บทเรียนที่ยากที่สุดที่เราทุกค
พอพระท่านเทศน์มาถึงตรงนี้ ผู้หญิงคนนี้เกิดดวงตาเห็นธรรม ปาดน้ำตาทิ้ง ปัญญาแจ่มกระจ่างสว่างรู้ขึ้นมาด้วยตนเอง
"เออ - - เรานี่มันโง่นะ ชอบแต่บทเรียนง่ายๆ เป็นดาราชอบเวลามีคนมาสัมภาษณ์ มีคนมาถ่ายรูป มีคนมาขอลายเซ็น ชอบการได้ขึ้นปกหนังสือ มีแฟนๆ มาตามกรี๊ด มันมีความสุข วันหนึ่งพอเสียลูกทำเป็นรับไม่ได้ ชอบแต่บทเรียนง่าย แล้วก็หนีบทเรียนยาก แสดงว่าเราเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ เรานี่โง่เหลือเกิน มืดบอดเหลือเกิน..."
พอฉุกคิดขึ้นมาได้อย่างนี้ ผู้หญิงคนนั้นลุกขึ้นปาดน้ำตา ถือดอกไม้จันทน์ไปวางบนเชิงตะกอนแล้วเดินกลับลงมา เข้าไปในห้องครัววัด ล้างถ้วยล้างชาม ช่วยเพื่อน ช่วยพี่ ช่วยน้องทำงาน เสร็จแล้วขับรถกลับบ้าน
วันรุ่งขึ้นบอกสามีให้ขับรถไปส่งฉันที่ทำงาน สามีถามว่า อ้าว! เธอมีแรงเหรอ เธอตอบว่า มีสิ ก็ชั้นเข้าใจแล้วนี่ว่าชีวิตคนเรามีบทเรียนสองด้าน คือบทเรียนยากกับบทเรียนง่าย เราต้องพร้อมจะเรียนบทเรียนทั้งสองด้านทั้งสองบทเสมอ พอมีความเข้าใจอย่างนี้แล้วผู้หญิงคนนี้ก็ได้พูดออกมาว่า หลังจากเสียลูกคราวนั้นแล้วในชีวิตนี้ไม่รู้สึกว่ามีอะไรจะต้องกลัว เพราะได้เตรียมใจไว้พร้อมแล้วสำหรับที่จะเรียนบทเรียนยาก นั่นคือความพลัดพราก เป็นบทเรียนหนึ่งที่เราต้องเจอแล้วปฏิเสธไม่ได้ มันเกิดขึ้นแน่ มันมาแน่ๆ
ฉะนั้นเปิดตาเปิดใจ ยอมเรียนรู้เสียตั้งแต่วันนี้ เราต้องเรียนรู้บทเรียนยากๆ เสียตั้งแต่อายุยังไม่มาก เพราะโตขึ้นเราจะเจอบทเรียนยากยิ่งไปกว่านี้ ถ้าเราเรียนเสียตั้งแต่ต้นมือ พอเจอบทเรียนยากๆ เราก็จะไม่ทุกข์แล้ว ถ้าเรายอมเปิดหูเปิดตาเรียนรู้โลกมากขึ้นว่าชีวิตเรามีบทเรียนง่ายและบทเรียนยาก พอเจอชีวิตที่ยากเย็นแสนเข็ญเราก็สบาย แต่ถ้าเราไม่ยอมรับ ไม่ยอมเรียน ยิ่งเราอายุมากขึ้นเราก็จะกลายเป็นคนที่ทุกข์ได้มากขึ้น ทุกข์นานขึ้น ทุกข์ซับซ้อนขึ้น เพราะเรายึดมั่นแน่นแฟ้นขึ้นเป็นเงาตามตัว ทุกข์ก็เลยหยั่งรากลึกลงไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ
"ว.วชิรเมธี"



