ไลฟ์สไตล์

สพฐ.ลดเนื้อหาซ้ำซ้อน30%รับหลักสูตร53

สพฐ.ลดเนื้อหาซ้ำซ้อน30%รับหลักสูตร53

14 ธ.ค. 2552

“จุรินทร “ สั่ง สพฐ.ปรับตารางสอน ป.1-ม.6 รองรับหลักสูตรใหม่ที่จะเริ่มใช้เป็นทางการปี 53 ลดเนื้อหาซ้ำซ้อนลง 30% เพื่อให้มีเวลาเรียนต่อเรื่องมากขึ้น เปิดโอกาสครูสอนแบบลงลึกเน้นคิดวเคราะห์ พร้อมเอาเวลาไปเพิ่มกับการเรียนรู้นอกห้องเรียน พร้อมสั่ง ปรับข้อสอบวัด

 (14ธ.ค.) นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหาร 5 องค์กรหลักของ ศธ. ว่า มีนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สั่งการไปยังโรงเรียนในสังกัด ให้ปรับตารางสอนใหม่ปีการศึกษา 2553 ให้สอดรับกับหลักสูตรใหม่หรือหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ที่จะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในโรงเรียนทั่วไปในปีการศึกษาหน้า และให้สอดรับกับนโยบายของ ศธ. ที่ต้องการให้เน้นการเรียนแบบคิดวิเคราะห์ ลดการเรียนแบบท่องจำ รวมทั้งต้องการลดการเรียนในห้องเรียนและนำเวลาไปให้เด็กทำกิจกรรมเรียนรู้นอกห้องเรียนมากขึ้น

 รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 นั้น แตกต่างจากหลักสูตรเดิม หรือหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 ตรงที่ลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาลงอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับลดตัวชี้วัดมาตรฐานการเรียนรู้ลงไปประมาณ 30% โดย สพฐ.ได้นำตัวชี้วัดที่ใช้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 ที่มีอยู่กว่า 4,000 ตัวชี้วัดมาวิเคราะห์หาความซ้ำซ้อน และสามารถตัดตัวชี้วัดที่ซ้ำซ้อนออกไปจนเหลือแค่ 2,165 ตัวชี้วัด

 ผลจากการปรับลดตัวชี้วัดลงส่งผลให้มีเวลาเรียนต่อเรื่องมากขึ้น ไม่ต้องเร่งสอนเปิดโอกาสให้ครูสอนแบบคิดวิเคราะห์ได้ อีกทั้งยัง เหลือเวลาให้เด็กเรียนนอกห้องเรียนอย่างสร้างสรรค์ได้มากขึ้นด้วย ซึ่งจะให้แต่ละโรงเรียนไปปรับตารางสอนใหม่ จัดเวลาเรียนนอกห้องเรียนมากขึ้น โดยทุกโรงเรียนจะต้องเตรียมกิจกรรมเรียนรู้นอกห้องเรียน 3 ส่วน ไว้รองรับ

 ส่วนที่ 1 ทุกโรงเรียนต้องหาแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่ในโรงเรียนซึ่งนำไปสู่การเรียนรู้นอกห้องเรียนให้พบ เช่น สวนครัว สวนสมุนไพรของโรงเรียน หรือเสาธง ก็เป็นแหล่งความรู้ทางประวัติศาสตร์ ส่วนที่ 2 โรงเรียนจะต้องสรุปว่าแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นที่โรงเรียนตนเองตั้งอยู่มีอะไรบ้าง หรือแหล่งเรียนรู้ที่สะท้อน วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อให้เด็กได้ศึกษาสัมผัสของจริง และส่วนที่ 3 โรงเรียนจะต้องกำหนดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเช่น การทำค่าย กิจกรรมทัศนศึกษา ชุมชุมกีฬา ดนตรี เป็นต้น

 นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ได้มอบให้ สพฐ.ไปคิดว่าตารางเรียนต่อสัปดาห์ของนักเรียนควรจะเป็นเช่นไร ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันตารางเรียนอยู่ที่ 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ก็ขอให้ไปศึกษาว่า ควรปรับเป็นกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเวลาที่จะใช้กับการเรียนนอกห้องเรียนอย่างสร้างสรรค์นั้นควรจะมีกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งการปรับเปลี่ยนดังกล่าวนี้เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้นักเรียนได้พัฒนาการเรียนแบบคิดวิเคราะห์ โดยอาจจะต้องปรับใน 2 ระดับ คือ การคิดวิเคราะห์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เช่น การสังเกต การค้นหา การสำรวจ การเปรียบเทียบ ฯลฯ จะเริ่มตั้งแต่ช่วงชั้นที่ 1-ช่วงชั้นที่ 2 และการคิดวิเคราะห์ระดับสูง เช่น การวิเคราะห์คำนิยาม การตัดสินใจโดยใช้วิจารณญาณ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ ช่วงชั้นที่ 2 , 3 และ 4

 “ ปีการศึกษา 2553 จะต้องเกิดอีก 2 สิ่งใหม่ด้วย คือ โรงเรียนจะต้องสนับสนุนส่งเสริมให้เด็กเขียนเรียงความ ย่อความได้ เพราะถือเป็นสองเรื่องที่มีความสัมพันธ์กัน แต่ที่ผ่านมาเรื่องเหล่านี้หายไปจากโรงเรียน และ 2.โรงเรียนควรจะออกข้อสอบปรนัยและอัตนัยควบคู่กัน เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับการเรียนการสอน และยังเป็นการส่งเสริมให้เด็กได้คิด เพราะหากออกแต่ปรนัยอย่างเดียวเด็กก็ไม่ได้การคิดวิเคราะห์สุดท้ายกรรมก็ตกกับเด็ก” รมว.ศธ. กล่าว

 นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะเน้นให้ความสำคัญกับเรื่องครูแนะแนว หรือครูที่ปรึกษา ซึ่งควรจะต้องเริ่มตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงระดับม.ปลาย ส่วนในรายละเอียดแต่ละระดับจะเน้นให้ความสำคัญในส่วนใดบ้างนั้นสพฐ.จะไปทำรายละเอียด เพราะต้องมีการแนะแนวที่แตกต่างกันออกไป เพราะครูจะต้องมีหน้าที่แนะแนวการเรียนรวมไปถึงการแนะแนวให้เด็กได้ค้นพบความถนัด ความต้องการของตนเอง โดยเฉพาะในระดับม. 1 นั้นจะต้องเริ่มอย่างจริงจังที่จะช่วยให้เขาค้นหาความถนัดความต้องการที่แท้จริง

 อย่างไรก็ตาม การดำเนินการนี้จะเกิดขึ้นทันที่เปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 เดือน พฤษภาคม โดยระดับประถมศึกษาจะต้องเริ่มทำในทุกชั้นปี แต่ระดับมัธยมนั้นจะเริ่มในชั้นแรกของช่วงชั้น คือ ม.1 และ ม.4 ในส่วนการเตรียมความพร้อมสำหรับครูนั้นจะอบรมครูทั้ง 8 กลุ่มสาระวิชา และขณะนี้ สพฐ.ก็ได้จัดเตรียมคู่มือ และสื่อต้นแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว